posttoday
อั้งลี่กับภาพยนตร์

อั้งลี่กับภาพยนตร์

05 มีนาคม 2556

ไต้หวันอังลี่ กับภาพยนตร์ไต้หวัน

ไต้หวันอังลี่ กับภาพยนตร์ไต้หวัน

เมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ในวงการภาพยนตร์ของเอเชีย คือ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของไต้หวัน คือ อังลี ประสบความสำเร็จคว้ารางวัลตุ๊กตาทองออสการ์ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากผลงานภาพยนตร์แนวแฟนตาซีเรื่อง “ชีวิตอัศจรรย์ของพาย” (Life of Pi)

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยเขาเคยได้รับมาแล้วครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2549 จากภาพยนตร์เรื่อง “หุบเขาเร้นรัก” (Brokeback Mountain) และในปี 2543 ยังเคยได้รับรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมเรื่อง “พยัคฆ์ระห่ำมังกรผยองโลก” แม้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไต้หวันในระยะที่ผ่านมาจะมีชื่อเสียงด้อยกว่าของเกาหลีใต้และฮ่องกง แต่รางวัลออสการ์ครั้งนี้นับเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่าคุณภาพบุคลากรของไต้หวันยอดเยี่ยมในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แขนงนี้ ไม่เป็นสองรองใครในเอเชีย

ไต้หวันนับเป็นประเทศหนึ่งที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างจริงจัง โดยนาย Yu Shyikun ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปราศรัยเมื่อเดือนพ.ค. 2547 ว่า “อุตสาหกรรมภาพยนตร์นับว่าเป็นหัวรถจักรของวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมแห่งความคิดสร้างสรรค์ของประเทศ” โดยอุตสาหกรรมไต้หวันเคยตกต่ำแบบสุดๆ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะผงกหัวขึ้นในปี 2548 จากภาพยนตร์เรื่อง “7 ฉบับรักไม่ลืม” (Cape No. 7)

สำหรับมาตรการต่างๆ ที่หน่วยงานรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของไต้หวันดำเนินการในระยะที่ผ่านมามีหลายประการ ประการแรก รัฐบาลกลางได้ประกาศเมื่อปี 2551 ว่าหากเป็นภาพยนตร์มีคุณภาพ มีรายได้จากการขายบัตรชมภาพยนตร์เกิน 50 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือประมาณ 80 ล้านบาท จะให้เงินอุดหนุน 20% ของรายได้ที่ได้รับ เป็นต้นว่า หากสร้างรายได้ 100 ล้านบาท จะแถมเงินฟรีๆ ให้อีก 20 ล้านบาท โดยต้องนำเงินที่ได้รับไปสร้างภาพยนตร์เรื่องต่อไป

ประการที่สอง รัฐบาลกลางให้เงินสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ เดิมกำหนดเพดานไม่เกินเรื่องละ 10 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือ 15 ล้านบาท ต่อมาในปี 2553 เพิ่มวงเงินเป็นไม่เกิน 20 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือ 30 ล้านบาท หากเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ต้นทุนสร้างมากกว่า 60 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือ 95 ล้านบาท จะให้เงินสนับสนุน 30% ของต้นทุนสร้าง อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากว่าการจัดสรรเงินช่วยเหลือไม่ค่อยโปร่งใสนัก บางเรื่องไม่ควรได้รับ กลับได้รับเยอะ ส่วนที่ควรได้รับ กลับไม่ได้รับเงินสนับสนุนเล็กน้อย ซึ่งคล้ายคลึงกับข้อวิพากษ์วิจารณ์มาตรการสนับสนุนที่คล้ายคลึงกันของประเทศไทย

ประการที่สาม การอำนวยความสะดวกการถ่ายทำภาพยนตร์อย่างดีเยี่ยมของรัฐบาลท้องถิ่น ทั้งการถ่ายทำภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ โฆษณา และมิวสิกวิดีโอ เป็นต้นว่า เทศบาลกรุงไทเปได้จัดตั้งหน่วยงาน Taipei Film Commission เพื่ออำนวยความสะดวกการปิดถนนเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ในสถานที่ต่างๆ อนุญาตให้ใช้ยานพาหนะของทางราชการเป็นต้น

เช่น รถตำรวจ เรือลาดตระเวณ เฮลิคอปเตอร์ ฯลฯ เพื่อประกอบการถ่ายทำ โดยเพียงแจ้งล่วงหน้าเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง รวมถึงติดต่อประสานงานกับภาพเอกชนในการลดค่าบริการแก่กองถ่ายเป็นพิเศษ เช่น ค่าซักรีดเสื้อผ้า ค่าอาหาร ค่าเช่ารถ ฯลฯ

ประการที่สี่ การอุดหนุนการถ่ายทำภาพยนตร์โดยรัฐบาลกลางของไต้หวัน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นภาพยนตร์เรื่องยาว 70 นาทีขึ้นไป จะอุดหนุนค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าจ้างคนไต้หวันสัดส่วน 30% อุดหนุนค่าใช้จ่ายในขั้นตอนก่อนถ่ายทำและหลังถ่ายทำภาพยนตร์ เช่น ค่าใช้จ่ายในการหาโลเกชั่น การทำวิจัย การทำคอมพิวเตอร์กราฟิก การตัดต่อภาพยนตร์ ฯลฯ เป็นสัดส่วน 25%

ส่วนหน่วยงานท้องถิ่นก็ได้ให้เงินสนับสนุนเช่นเดียวกัน เทศบาลกรุงไทเปได้จัดสรรให้เงินอุดหนุนเป็นเงินปีละ 20 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือ 30 ล้านบาท กำหนดเงื่อนไขต้องเป็นภาพยนตร์เรื่องยาว 70 นาทีขึ้นไป โดยต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับกรุงไทเป หรือจ้างคนท้องถิ่น

การสร้างภาพยนตร์ “ชีวิตอัศจรรย์ของพาย” ที่ได้รับรางวัลออสการ์ครั้งนี้ รัฐบาลท้องถิ่นของนครไทจง ได้ให้เงินสนับสนุนค่าถ่ายทำภาพยนตร์ถึง 50ล้านเหรียญไต้หวัน หรือ 80ล้านบาท โดยถ่ายทำในโรงถ่ายที่เป็นแท็งน้ำขนาดใหญ่พร้อมกับเครื่องสร้างคลื่นขนาดยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในอาคารสนามบินเก่าของนครแห่งนี้ แต่รัฐบาลท้องถิ่นแทบเอาตัวไม่รอดจากการสนับสนุนครั้งนี้ เนื่องจากถูกสมาชิกรัฐสภาท้องถิ่นฝ่ายค้านจับขึ้นเขียงว่าเป็นการใช้เงินงบประมาณไม่คุ้มค่า เพราะไม่ส่งเสริมการท่องเที่ยวของนครไทจง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน