
การสื่อสารเพื่อลดความขัดแย้ง
บทความที่แล้วผมบอกท่านผู้อ่านว่าจะนำของดีเรื่องสัมมาวาจาที่เป็นเรื่องการสื่อสารจากหนังสือที่ชื่อว่า “อะไรนะ” ของท่านอาจารย์ชยสาโรมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้อ่านเพิ่มเติม ความจริงผมอยากจะให้ท่านผู้อ่านไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเองก็จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
บทความที่แล้วผมบอกท่านผู้อ่านว่าจะนำของดีเรื่องสัมมาวาจาที่เป็นเรื่องการสื่อสารจากหนังสือที่ชื่อว่า “อะไรนะ” ของท่านอาจารย์ชยสาโรมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้อ่านเพิ่มเติม ความจริงผมอยากจะให้ท่านผู้อ่านไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเองก็จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
โดยผมขอสรุปคำแนะนำท่านอาจารย์ชยสาโรที่จะเป็นประโยชน์กับการสื่อสารกันในครอบครัวหรือกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน คู่ค้าหรือใครก็ตาม ว่าหากเรายึดหลักวาจาสุภาษิต 5 ข้อที่กล่าวมาแล้ว ก็ย่อมจะสามารถลดความขัดแย้งและเป็นการสร้างสรรค์ในการสื่อสารกัน
แต่ในชีวิตจริงการสื่อสารระหว่างกันย่อมมีเรื่องความขัดแย้ง หรือความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเกิดขึ้นอยู่เสมอ
และเมื่อเกิดกรณีเช่นว่านี้ ผู้สื่อสารก็ต้องทำความเข้าใจกับบุคคลที่เป็นผู้ขัดแย้ง ซึ่งควรถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรม โดยวิเคราะห์ด้วยใจเป็นกลางว่าเป็นเพราะอะไร แทนที่จะพยายามทำให้เขาเห็นว่าเขาผิดตรงไหน เราถูกตรงไหน เมื่อความเห็นไม่ตรงกันก็แสดงว่าเรายังไม่เข้าใจอีกฝ่ายร้อยเปอร์เซ็นต์ และควรเปิดโอกาสให้เขาได้เปิดเผยให้เราเข้าใจเขาได้ดีกว่านี้
หรือในกรณีปัญหาการสื่อสารเกิดจากความเข้าใจผิด มองพฤติกรรมคนอื่นผิด เข้าใจเจตนาผู้อื่นผิดๆ เราจึงต้องมีสติ “แยกสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่สรุป” จากสิ่งที่เห็น สิ่งที่ฟัง สิ่งที่จำ การมองคนอย่างตายตัวว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงและจะเป็นอย่างนั้นตลอดไปนั้น เป็นการลืมไตรลักษณ์ ลืมอนิจจัง แต่ความจริงแล้วคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เราจึงจะทำความเข้าใจเจตนาหรือความต้องการของผู้พูดได้อันจะเป็นการลดความขัดแย้งลง
ท่านอาจารย์ชยสาโรท่านได้อธิบายว่า สัมมาวาจาจะต้องไม่พูดในสิ่งต่อไปนี้ เพราะการพูดสิ่งต่อไปนี้มีแต่จะสร้างความขัดแย้งกันในครอบครัว หมู่คณะ เช่น การพูดให้คนเจ็บใจ พูดส่อเสียด การพูดให้คนแตกแยก นินทาลับหลัง การพูดประจบ การพูดยกตนข่มท่าน การพูดเรื่องไม่ดีของคนอื่น และไม่อยากพูดความดีของคนอื่น การพูดเรื่องตนเองและความดีของตนเอง การพูดเพ้อเจ้อ
ส่วนที่ควรพูดคือ พูดเรื่องจริง พูดเรื่องที่เป็นประโยชน์ พูดถูกกาลเทศะ พูดด้วยความหวังดีด้วยเมตตา พูดอย่างสุภาพอ่อนโยน (หรือวาจาสุภาษิต)
นอกจากนี้ เวลาสื่อสารกันท่านอาจารย์ชยสาโรยังแนะนำว่า คำพูดต่อไปนี้ควรหลีกเลี่ยง เช่น คุณควรจะ... คุณน่าจะ... เพราะกลายเป็นว่า เราไม่เข้าใจคนฟัง หรือกำลังสั่งสอนคนฟัง คุณทำให้ฉัน....ดีใจหรือเสียใจ เพราะไม่เคยมีใครทำให้คนอื่นรู้สึกอย่างไร เมื่อเรารู้สึกอะไร เราต้องรับความรู้สึกตนเอง
นอกจากการต้องมีสติในการพูดหรือการสื่อสารแล้วต้องมีสติในการฟัง เพราะการฟังกับการพูดเป็นของคู่กัน การฟังเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งและให้พยายามเป็นผู้ที่รู้จักฟังผู้อื่นโดยไม่ต้องเอาเรื่องตัวเองไปแทรก
ท้ายที่สุดท่านให้ถือว่าการสื่อสารด้วยการพูดเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติธรรมโดยตรง และถ้าเราต้องการมีชีวิตที่สร้างสรรค์สร้างประโยชน์และความสุขแก่ตนเอง แก่คนรอบข้างและแก่สังคมให้มากที่สุด สื่อที่สำคัญที่สุดที่เราต้องใช้คือการพูดนั่นเอง
ท่านผู้อ่านลองนำไปพิจารณาสิครับว่า เราสามารถสื่อสารด้วยสติและพูดในสิ่งที่ควรพูด และไม่พูดสิ่งที่ไม่ควรพูดได้ไหมครับ
ผมเชื่อว่าหากทุกคนทำได้เช่นนั้น การสื่อสารก็จะลดความขัดแย้งลงได้ และจะเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคม ดังที่อาจารย์ได้สรุปไว้ในหนังสือ







