posttoday
ธุรกิจไม่พร้อมขยายฐานเพื่อนบ้านขาดเงินทุน-คนแนะช่องทาง

ธุรกิจไม่พร้อมขยายฐานเพื่อนบ้านขาดเงินทุน-คนแนะช่องทาง

01 มีนาคม 2556

ม.หอการค้าไทยเปิดโพล พบธุรกิจไทยแค่ 1.4% พร้อมลงทุนอาเซียน ชี้ขาดเงินทุนคนแนะนำช่องทาง

ม.หอการค้าไทยเปิดโพล พบธุรกิจไทยแค่ 1.4% พร้อมลงทุนอาเซียน ชี้ขาดเงินทุนคนแนะนำช่องทาง

เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจธุรกิจทั้งขนาดย่อม ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ระหว่างวันที่ 18-22 ก.พ. 2556 หัวข้อ “ทัศนะของผู้ประกอบการไทย ด้านการค้าและการลงทุนใน AEC” ว่า ในแง่การไปลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ผู้ประกอบการไทยที่พร้อมมากมีเพียง 1.4% เท่านั้น ขณะที่ส่วนใหญ่บอกว่าไม่พร้อมเลย 69.6% และพร้อมน้อยมาก 18.7%

สาเหตุที่ยังไม่พร้อมลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การขาดแคลนเงินทุนและสถาบันการเงินที่พร้อมให้สินเชื่อในต่างประเทศ 26.7% ขาดทักษะภาษาในการสื่อสาร 18.1% แต่ที่น่าสนใจคือมีผู้ประกอบการที่ขาดคนแนะนำ 17.6% และไม่รู้จะติดต่อใครเมื่อต้องลงทุนในอาเซียน 10.3% ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการไทยยังไม่มีช่องทางในการเริ่มต้นลงทุน

ขณะที่ความพร้อมในการทำการค้ากับกลุ่มอาเซียน มีผู้พร้อมในระดับมากและมากที่สุดรวมกันเพียง 4.9% ยังไม่พร้อมเลย 40.7% และพร้อมน้อยมาก 24.7% โดยสาเหตุหลัก 3 อันดับสูงสุด ได้แก่ ขาดทักษะภาษาในการสื่อสาร ขาดคนแนะนำ และขาดความรู้ในการค้าระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจว่ามีแนวคิดจะไปทำการค้าหรือทำการลงทุนในอาเซียนหรือไม่ 18.7% มีแนวคิดจะทำ 33.5% ไม่ทำ และ 47.8% ยังไม่แน่ใจ สำหรับกลุ่มที่มีแนวคิดจะทำนั้นส่วนใหญ่ 88.9% จะทำเฉพาะการค้าอย่างเดียว ไม่มีการลงทุนในอาเซียน

ประเทศที่นักธุรกิจไทยสนใจเข้าไปลงทุนมากที่สุด ได้แก่ เมียนมาร์ 18.7% ตามด้วยลาว 18.1% และอินโดนีเซีย 16.6% เนื่องจากมองเห็นแนวโน้มการเติบโต รัฐบาลประเทศดังกล่าวสนับสนุน และมีสิทธิพิเศษด้านการลงทุน สำหรับประเทศที่สนใจไปลงทุนน้อยที่สุด ได้แก่ บรูไนและสิงคโปร์ โดยมีผู้สนใจลงทุนเพียง 0.2% และ 0.4% เท่านั้น

ส่วนประเทศที่นักธุรกิจไทยสนใจเข้าทำการค้าด้วยมากที่สุด ได้แก่ เมียนมาร์ 21.1% ลาว 16.5% และกัมพูชา 15.4% โดยสาเหตุที่เลือกทำการค้าด้วยสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ เป็นประเทศที่อยู่ติดกัน มีต้นทุนการขนส่งต่ำ และรายได้ของคนในประเทศนั้น สำหรับประเทศที่คนไทยสนใจทำการค้าด้วยน้อยที่สุด ได้แก่ บรูไน มีเพียง 1.3%

นางเสาวณีย์ กล่าวว่า ผลการประเมินประเทศที่น่าลงทุนในอาเซียนจากต่างชาติใน 5 กรอบ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านรัฐบาล ด้านการทำธุรกิจ ด้านทรัพยากรมนุษย์ ด้านสภาพแวดล้อมการลงทุน โดยประเมินเป็นคะแนนเต็ม 10 คะแนน ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุด คือ สิงคโปร์ 8.4 คะแนน ตามด้วยมาเลเซีย 8.2 คะแนน และอินโดนีเซีย 7.2 คะแนน ขณะที่เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ได้ 3 อันดับสุดท้าย ด้วยคะแนน 6.2 6.1 และ 6.0 ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า เมียนมาร์คือประเทศที่น่าลงทุนในอาเซียนมากที่สุด จากหลายปัจจัย ได้แก่ 1.มีทำเลดี สามารถเชื่อมโยงไปยังจีนและอินเดียได้ ทำให้มีฐานประชากรสูงถึง 2,867 ล้านคน

2.มีพรมแดนติดต่อกับไทยราว 2,000 กิโลเมตร และมีด่านศุลกากรมากกว่า10 ด่าน จึงเดินทางระหว่างกันได้สะดวก 3.มีค่าจ้างแรงงานต่ำสุดในอาเซียน

4.มีทรัพยากรจำนวนมากและมีคุณภาพ5.พื้นดินที่ใช้ทำการเกษตรยังมีความอุดมสมบูรณ์ 6.กฎระเบียบเอื้ออำนวยต่อการลงทุนแล้วหลังเปิดประเทศ และ 7.ผู้บริโภคพม่ามีความภักดีต่อสินค้าไทยสูง แต่ทั้งนี้ การลงทุนหรือค้าขายกับพม่ายังต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เพราะระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่มีประสิทธิภาพ

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า จากผลสำรวจจะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการไทยสนใจทำการค้ากับกลุ่มกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) มากที่สุด สอดคล้องกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศดังกล่าว ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 6% ขณะที่อาเซียนภาพรวมมีแนวโน้มเติบโต 5.5% การเข้าไปทำการค้าหรือหาช่องทางลงทุนจึงเป็นโอกาสที่ดีของภาคธุรกิจไทย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ