
อานิสงส์ค่าแรงเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม
เกษตรกรได้อานิสงส์ค่าแรง 300 บาท รายได้เพิ่ม แต่ให้จับตาหนี้ครัวเรือน
เกษตรกรได้อานิสงส์ค่าแรง 300 บาท รายได้เพิ่ม แต่ให้จับตาหนี้ครัวเรือน
ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าการเพิ่มค่าแรง 300 บาท ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าภาคเกษตรโดยรวมสูงขึ้น โดยระดับราคาสินค้าทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ทำให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 24.82% รายได้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18-22%
ทั้งนี้ ศูนย์ติดตามและพยากรณ์ฯ คาดว่า ค่าแรงที่สูงขึ้นส่งผลให้สินค้าเกษตรราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12-19% โดยอ้อยและน้ำตาลราคาจะเพิ่มมากที่สุดคือ 19% รองลงมาได้แก่ ข้าว ผักและผลไม้ และมันสำปะหลัง
อย่างไรก็ตาม รายได้ภาคครัวเรือนเกษตรที่สูงขึ้นมากกว่าการสูงขึ้นของราคาสินค้าเกษตร คาดว่าจะส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นใน 46 เดือนนี้ และจะเข้าสู่ภาวะปกติในเดือนที่ 8 จึงไม่ส่งผลต่อการเลิกจ้างงานภาคเกษตร
นายจารึก สิงหปรีชา ผู้อำนวยการ กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงจึงเป็นการกระตุ้นการบริโภคของภาคครัวเรือนโดยตรง มีการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จีดีพีเพิ่มขึ้นประมาณ 0.641.29% อย่างไรก็ตาม การขึ้นค่าแรงไม่ใช่ปัจจัยเลิกจ้างแรงงานภาคเกษตรเหมือนกับภาคอุตสาหกรรม แต่รัฐบาลต้องติดตามว่ารายที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้มีการก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่เพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินภาคเกษตรในอนาคต
ด้านผลกระทบค่าแรงต่อสินค้าเกษตร ศูนย์ติดตามและพยากรณ์ฯ ได้แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1.กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบสูง 6-10% ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อยและน้ำตาล ข้าว และพืชไร่อื่น เนื่องจากมีใช้แรงงานเกษตรสูง 2.กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบปานกลาง 35% ได้แก่ ยางพารา นมและผลิตภัณฑ์จากนม โคและกระบือ ประมง มะพร้าว และปาล์มน้ำมัน เนื่องจากใช้แรงงานเกษตรในระดับปานกลาง บางส่วนเป็นการใช้แรงงานภายในครัวเรือน 3.กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า 3% ได้แก่ ผักและผลไม้ สุกร และสัตว์ปีก เนื่องจากมีสัดส่วนการจ้างแรงงานต่ำ ส่วนใหญ่เป็นการใช้แรงงานภายในครัวเรือนเกษตร
ด้านต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล ปศุสัตว์ และประมง พบว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้น 616% เช่นถั่วเหลืองค่าแรงเพิ่มขึ้น 27% ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 15.62% ยางพาราค่าแรงเพิ่ม 23% ทำให้ต้นทุนเพิ่ม 14.46% อ้อยค่าแรงเพิ่ม 24% ต้นทุนเพิ่ม 12.22% เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ติดตามและพยากรณ์ฯ แนะนำว่า ภาคเกษตรต้องมีการปรับตัว เช่น การพัฒนาศักยภาพแรงงานเกษตรให้มีความรู้ความสามารถในการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การพัฒนาพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ เพราะในอนาคตเครื่องจักรกลการเกษตรจะเข้ามามากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร การหาแหล่งเงินทุน และการปรับรูปแบบการทำการเกษตรโดยส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเพิ่มขึ้น และการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้







