
เศรษฐกิจมีโอกาสโตถึง 5%
ท่ามกลางการเมืองร้อนแรง เศรษฐกิจไทยก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ออกมาปรับเป้าหมายอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2553 โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธปท.ได้ประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะเติบโตได้ 3.85.8% เป็นการปรับเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดิมมองว่าจะขยายตัว 3.35.3% หลังเห็นตัวเลขเศรษฐกิจทุกด้านปรับตัวดีขึ้น และปัจจัยต่างประเทศก็ดีขึ้น แม้ว่าจะมีปัจจัยลบจากปัญหาการเมือง แต่ถือว่าไม่ได้เลวร้ายจนเกินไป
โดยนายพรายพล คุ้มทรัพย์ กรรมการ กนง. กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรปหลายประเทศปรับตัวดีขึ้นบ้างแล้ว ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศก็ดี เริ่มเห็นการนำเข้าสินค้าทุนมากขึ้น ส่วนภาคครัวเรือนก็มีการใช้จ่ายที่มากขึ้น และการใช้จ่ายภาครัฐเริ่มเร่งตัวมากขึ้น
ส่วนปัจจัยลบทางการเมือง กระทบท่องเที่ยวไม่มาก เป็นผลเพียงระยะสั้น เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาอยู่ในระดับปกติ
ขณะเดียวกันนายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ได้ปรับประมาณการการขยายตัวจีดีพีปีนี้เป็น 4.5% เพิ่มจากประมาณการเดิมเมื่อเดือน ธ.ค. 2552 คาดว่าจะโต 3.5% ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวได้คำนึงถึงผลกระทบของปัญหามาบตาพุดและการเมืองไว้แล้ว
ทั้งนี้ หากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาทั้งสองได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับการเร่งเบิกจ่ายงบโครงการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งให้ได้ไม่ต่ำกว่า 80% ของกรอบวงเงินอนุมัติมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสจะขยายตัวได้ถึง 5%
สศค. ยังได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลงได้ตั้งแต่ 0.21.8% แยกเป็น กรณีสถานการณ์ไม่รุนแรง แต่ลากยาวไปถึงไตรมาส 2 จะกระทบต่อการท่องเที่ยว การบริโภคในประเทศ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 0.2% โดยเศรษฐกิจจะขยายตัวลดลงจาก 4.5% เหลือ 4.3%
กรณีสถานการณ์ลากยาวจนถึงไตรมาส 3 จะกระทบเศรษฐกิจ 0.5% ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวจาก 4.5% เหลือ 4%
ขณะเดียวกันนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิตมีความมั่นใจว่าในปี 2553 นี้ จะสามารถจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ หลังปรับเป้าหมายการจัดเก็บภาษีเป็น 3.66 แสนล้านบาท จาก 2.91 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัวอย่างมากรวมถึงสินค้าน้ำมัน สุรา และเบียร์ สามารถจัดเก็บได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่การจัดเก็บภาษีบุหรี่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย แม้จะมีการปรับขึ้นภาษีไปก่อนหน้านี้ น่าจะมาจากการสูบบุหรี่ที่ลดลง
ทางด้านนายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การยื่นแบบชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของรายได้ปี 2552 ที่สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2553 มีผู้มายื่นแบบจำนวนกว่า 9 ล้านราย ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้
ไม่เพียงแต่ภาพรวมเศรษฐกิจจะโตในระดับสูง การจัดเก็บภาษีดีขึ้น รวมถึงสินเชื่อยังเติบโตดี ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันระดมเงินฝากมากขึ้นโดยนายอนุรักษ์ ตันติพิพัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์เงินฝากและการลงทุนลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารออกบริการเงินฝากประจำคู่ประกันเพื่อการศึกษาบุตร 555 ซึ่งเป็นเงินฝากประจำ 5 เดือน อัตราดอกเบี้ยปีละ 5% แต่จะต้องซื้อคู่กับกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบประกันเพื่ออนาคตการศึกษาบุตร กำหนดฝากเงินขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท สูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของเบี้ยประกัน โดยตั้งเป้าระดมเงินฝาก 500 ล้านบาท
ขณะที่ธนาคารนครหลวงไทย ได้เปิดบริการเงินฝากประจำพิเศษ 3 เดือนในงานกาชาด ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.5% สำหรับลูกค้าที่ซื้อสลากบำรุงกาชาดไทยกับธนาคาร พร้อมรับสิทธิเมื่อฝากต่อเป็นเงินฝากประจำพิเศษ 12 เดือน รับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน บวก 0.25% ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.7 เม.ย.นี้
ด้านความเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่ามีความร้อนแรงไม่แพ้ความเคลื่อนไหวทางการเมือง จนเป็นผลให้ดัชนีหุ้นทะลุระดับ 800 จุด ได้สำเร็จ และทำสถิติสูงสุดในรอบ 27 เดือน โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยหลัก
สำหรับแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 1 เม.ย. 2553 อยู่ที่ 4.38 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมกับยอดซื้อสุทธิทั้งปี 2552 อีก 3.82 หมื่นล้านบาท เท่ากับว่า 50% ของเงินที่ได้ขายไป 1.62 แสนล้านบาท เมื่อปี 2551
นักวิเคราะห์ ระบุว่า ดัชนีหุ้นมีโอกาสขึ้นไปต่อที่ระดับ 830840 จุดได้ แต่นักลงทุนต้องระวังเพราะเป็นระดับที่มีความเสี่ยงสูงในการลงทุน และราคาหุ้นบางกลุ่มเริ่มสูงขึ้น อาทิ กลุ่มธนาคารซื้อขายที่พี/อี ถึง 14 เท่าแล้ว จึงเห็นการขายออกมาและสลับไปลงทุนในหุ้นกลุ่มเกษตรและรับเหมาก่อสร้าง







