
พฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความสำเร็จ(เพิ่มโอกาสในการทำกำไร)
ครั้งที่แล้ว ผมได้นำผลการสำรวจพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยที่เน้นลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นไทยช่วง ส.ค.ต.ค. 2553 ที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกล่าวถึง 10 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะนำไปสู่ความผิดพลาดสำหรับนักลงทุนรายย่อย เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ตอนนี้มีเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ฯ มากขึ้นเรื่อยๆ โดยหลายคนอาจหลงผิดคิดกันว่า การทำกำไรหุ้น ทำได้ง่ายๆ เกรงว่าจะเหมือนตอนที่ทองคำบูม คนก็แห่ซื้อทองคำ ตอนนั้นผมยังจำได้ว่าผู้รู้บางคนถึงกับออกมาพูดเลยว่า “ลงทุนทองคำไม่มีขาดทุน” ตอนนี้เป็นไงครับ จากบาทละกว่า 2.7 หมื่นบาท ตอนนี้เหลือประมาณ 2.2 หมื่นบาท ขาดทุนกว่า 25% ตอนนี้หุ้นบ้านเราก็มีลักษณะเหมือนทองคำเมื่อ 2 ปีก่อน ที่หากไม่ลงทุน ก็กลัวตกรถไฟ แต่หากลงทุนพลาด ก็อาจเป็นชาวดอย ติดหุ้นเพิ่มอีกอย่าง (หลังจากติดทองคำไปแล้ว)
ครั้งที่แล้ว ผมได้นำผลการสำรวจพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยที่เน้นลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นไทยช่วง ส.ค.ต.ค. 2553 ที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกล่าวถึง 10 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะนำไปสู่ความผิดพลาดสำหรับนักลงทุนรายย่อย เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ตอนนี้มีเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ฯ มากขึ้นเรื่อยๆ โดยหลายคนอาจหลงผิดคิดกันว่า การทำกำไรหุ้น ทำได้ง่ายๆ เกรงว่าจะเหมือนตอนที่ทองคำบูม คนก็แห่ซื้อทองคำ ตอนนั้นผมยังจำได้ว่าผู้รู้บางคนถึงกับออกมาพูดเลยว่า “ลงทุนทองคำไม่มีขาดทุน” ตอนนี้เป็นไงครับ จากบาทละกว่า 2.7 หมื่นบาท ตอนนี้เหลือประมาณ 2.2 หมื่นบาท ขาดทุนกว่า 25% ตอนนี้หุ้นบ้านเราก็มีลักษณะเหมือนทองคำเมื่อ 2 ปีก่อน ที่หากไม่ลงทุน ก็กลัวตกรถไฟ แต่หากลงทุนพลาด ก็อาจเป็นชาวดอย ติดหุ้นเพิ่มอีกอย่าง (หลังจากติดทองคำไปแล้ว)
เพื่อให้พวกเราจะได้ไม่เป็นชาวดอย ผมขอนำ 10 พฤติกรรมที่อาจนำไปสู่ความสำเร็จ (เพิ่มโอกาสในการทำกำไร) ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำการสำรวจในคราวเดียวกัน มาเสนอ ดังนี้ครับ
1.ศึกษาหาความรู้ก่อนการลงทุน ทั้งความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และความรู้เกี่ยวกับวิธีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น วิธีการส่งคำสั่งซื้อขาย การขึ้นเครื่องหมายในการซื้อขาย กระบวนการรับเงินปันผล ฯลฯ
2.กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น เช่น พันธบัตร ตราสารหนี้ กองทุนรวม ทองคำ เป็นต้น
3.วางหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการลงทุนในหลักทรัพย์ไว้ล่วงหน้า เช่น กำหนดอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน กำหนดประเภทของหลักทรัพย์ที่ต้องการลงทุน เป็นต้น
4.กำหนดระดับอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้จากการลงทุนในแต่ละหลักทรัพย์ ซึ่งนักลงทุนที่มีผลกำไรส่วนใหญ่ กำหนดอัตราผลขาดทุนที่ยอมรับได้อยู่ที่ร้อยละ 15
5.ปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า หรือมีวินัยในการลงทุน เพื่อเป้าหมายการลงทุนที่กำหนดไว้
6.ใช้ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในระดับที่มาก โดยมีการพิจารณาปัจจัยด้านภาวะเศรษฐกิจและการเมือง ปัจจัยด้านภาวะอุตสาหกรรม ปัจจัยด้านบริษัทที่ลงทุน ปัจจัยที่เกี่ยวกับภาวะตลาดหลักทรัพย์โดยรวม
7.ทยอยซื้อหลักทรัพย์ โดยผู้ลงทุนที่มีผลกำไรส่วนใหญ่ทยอยซื้อหลักทรัพย์แต่ละหลักทรัพย์จำนวน 23 ครั้ง และในช่วงตลาดขาขึ้น ไม่ซื้อขายหลักทรัพย์บ่อยเกินไป
8.มีรูปแบบในการซื้อขายหลักทรัพย์ อย่างเช่น ซื้อหุ้นเพิ่มเติมเมื่อ SET Index มีแนวโน้มว่าจะขึ้นจากการประเมินด้านเทคนิค ซื้อหุ้นตามแนวเส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average) ขายหุ้นเมื่อ SET Index มีแนวโน้มว่าจะลง ขายหุ้นตามแนวต้านหรือเมื่อหลุดแนวรับ เป็นต้น
9.บันทึกการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ
10.ติดตามข้อมูลของบริษัทที่ลงทุนและคาดว่าจะลงทุน รวมถึงสภาวะตลาดเป็นประจำ
เตือนอีกครั้ง “การลงทุนมีความเสี่ยง การไม่ลงทุนก็มีความเสี่ยง แต่การลงทุนโดยไม่มีความรู้เสี่ยงที่สุด” ว่ากันว่า Warren Buffett นักลงทุนอันดับหนึ่งของโลก ก่อนที่จะเริ่มลงทุน ยังตั้งปณิธานไว้เลยว่า ถ้ายังไม่เข้าใจหนังสือของ Benjamin Graham อย่างถ่องแท้ จะไม่ลงทุน แต่สำหรับผู้ลงทุนไทยหลายคนที่ผมรู้จัก มักต้องการสูตรสำเร็จในการลงทุนเลย คือ ซื้อตัวไหน ขายตัวไหน แม้ว่าโบรกเกอร์เกือบทั้งหมดจะบอกเหตุผลของการแนะนำดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางเทคนิค หรือพื้นฐานหุ้น แต่เมื่อถามผู้ที่ลงทุนจริงๆ ว่า หุ้นที่ซื้ออยู่ ชื่อเต็มชื่ออะไร ทำธุรกิจอะไร ปรากฏว่าคำถามพื้นฐานแค่นี้ยังตอบไม่ได้ ยังไม่ได้ถามถึงเหตุผลที่ตัดสินใจซื้อขายเลย เช่น งบการเงินเป็นอย่างไร นโยบายธุรกิจเป็นยังไง ฯลฯ
ดังนั้น หากเราต้องการเป็นนักลงทุนที่ดี ก็ควรศึกษาหาความรู้ เรียนรู้ที่จะเลือกลงทุนเอง ตัดสินใจซื้อขายเอง แล้วค่อยเทียบสิ่งที่เราวิเคราะห์กับตลาด (อาจดูใน www.settrade.com หัวข้อ ความเห็นนักวิเคราะห์ (SAA consensus)) ประกอบด้วยก็ยิ่งดี
แล้วจะศึกษาวิธีการลงทุนในหุ้นได้ที่ไหน ถ้าเอาแบบฟรีๆ แถมได้ความรู้ดี ผมก็ขอแนะนำ kkicube ของ บล.เกียรตินาคิน (www.kks.co.th) ที่นี่สอนเป็นลำดับขั้นตั้งแต่ไม่มีความรู้เลย จนถึงลงทุนเองเป็น ไม่มีข้อผูกมัดว่าต้องเป็นลูกค้าเปิดบัญชีกับ บล.เกียรตินาคิน ใครสนใจก็สมัครเรียนได้ (แต่ถ้าใครอยากได้หุ้นแนะนำ ก็ต้องเป็นลูกค้าครับ) ผมเรียนมาแล้ว OK เลยครับ







