
จีนพลิกบทบาทโรงงานของโลกมุ่งสู่อาเซียน
จีนพลิกบทบาทโรงงานของโลก ถอดบทเรียนจากโลกาภิวัตน์มุ่งหน้าสู่อาเซียนปัจจุบันประเทศจีนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก ส่วนอาเซียนก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นบนเวทีการค้าโลก โดยเฉพาะการรวมตัวกันเพื่อก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่า “จีนและอาเซียนควรเชื่อมั่นกันทั้งสองฝ่าย และเอาจริงเอาจังมากกว่านี้ เพื่อกำหนดชะตาของเราให้มั่นคง แน่นอน และก้าวหน้าไปในทิศทางที่เราตั้งเป้าหมายไว้” แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับอาเซียนมากเป็นพิเศษ
จีนพลิกบทบาทโรงงานของโลก ถอดบทเรียนจากโลกาภิวัตน์มุ่งหน้าสู่อาเซียนปัจจุบันประเทศจีนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก ส่วนอาเซียนก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นบนเวทีการค้าโลก โดยเฉพาะการรวมตัวกันเพื่อก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 เวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่า “จีนและอาเซียนควรเชื่อมั่นกันทั้งสองฝ่าย และเอาจริงเอาจังมากกว่านี้ เพื่อกำหนดชะตาของเราให้มั่นคง แน่นอน และก้าวหน้าไปในทิศทางที่เราตั้งเป้าหมายไว้” แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับอาเซียนมากเป็นพิเศษ
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ฯลฯ กล่าวได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ในระดับที่เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน
ย้อนกลับไปในปี 2544 จีนได้เข้าไปเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) เป็นการย้ำความตั้งใจของจีนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก และนำตัวเองเดินเข้าสู่กระบวนการค้าแบบ “โลกาภิวัตน์” สิ่งที่จีนได้ทำทันทีคือเสนอให้ตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนจีน (ASEAN China Free Trade Agreement : ACFTA) ให้เสร็จในเวลา 10 ปี ซึ่งได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2553 ถือเป็นเขตการค้าเสรีแห่งแรกที่จีนทำกับกลุ่มประเทศ และเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีขนาดใหญ่กว่า สหภาพยุโรป และเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ทั้งในด้านมูลค่าการค้า และจำนวนประชากร
จีนให้ความสำคัญกับเขตการค้าเสรีอาเซียนจีนในเชิงยุทธศาสตร์เนื่องจากอาเซียนมีแหล่งที่ตั้งซึ่งมีความสำคัญต่อจีนทั้งในด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อาเซียนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน ทั้งยังเป็นแหล่งทรัพยากร รวมถึงเป็นเขตการค้าการลงทุนที่จะได้รับสิทธิพิเศษ ที่สำคัญคือ “นโยบายก้าวออกไป” (Zou Chu QuGoing Out Policy) ของรัฐบาลจีนที่มุ่งให้บริษัทของรัฐออกไปทำธุรกิจต่างประเทศ
ความสำเร็จของจีนเกิดมาจากการรับจ้างเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับบริษัทต่างๆ ทำให้พัฒนาตัวเองขึ้นเป็น “โรงงานของโลก” ใน 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเสริมสร้างศักยภาพของจีนในการก้าวออกไปสู่โลก ก้าวต่อไปของจีนคือการเข้าไปสร้างโรงงานของจีนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งอาเซียน ดังนั้นอาเซียนจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ “คลื่นจีน” และต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าจะได้ประโยชน์อย่างไรจาก “คลื่นจีน” ที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนคือ แรงงานมีงานทำ มีรายได้จากการส่งออก มีรายได้จากการจัดเก็บภาษี ส่วนอาเซียนจะพอใจแค่การเป็นเพียง “โรงงานของจีน” หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของแต่ละประเทศในอาเซียนว่าจะมียุทธศาสตร์อย่างไรในการรับมือกับคลื่นจีนลูกนี้
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน ก็จะได้รับอานิสงส์แน่นอน เพราะได้เปรียบในแง่ยุทธศาสตร์ที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางอาเซียน การเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากร 65 ล้านคน การเป็นประเทศที่มีคนจีนโพ้นทะเลอยู่จำนวนมาก ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยดึงดูดให้นักลงทุนจีนสนใจไทยไม่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะใช้ปัจจัยต่างๆ ให้เป็นประโยชน์อย่างไร โดยไทยควรต้องมีวิสัยทัศน์ในการรับมือกับคลื่นจีน ในด้านความร่วมมือ พิจารณาขีดความสามารถของเรา และมองหาโอกาสที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย ต้องมียุทธศาสตร์รับมือกับจีน ฯลฯ
ขณะที่จีนกำลังก้าวเดินออกไปลงทุนนอกประเทศ จีนก็เดินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศควบคู่กันไปด้วย โดยลดการพึ่งพาการส่งออก เพิ่มอุปสงค์อุปทานภายในประเทศ ซึ่งไทยควรมองเป็นโอกาสในการผลิตสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมการบริโภคของคนจีน
โอกาสอีกประการในจีน คือ การค้าบนอินเทอร์เน็ต เนื่องจากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศจีนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตของจีนเติบโตเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยข้อมูลจาก China Internet Network Information Center (CNNIC) หน่วยงานด้านเครือข่ายของรัฐบาลจีน รายงานว่าปัจจุบันจีนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกือบ 600 ล้านราย และประเมินว่าในปี 2558 จะมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 800 ล้านราย ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งเป็นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่ายไร้สายหรือจากสมาร์ทโฟนต่าง ๆ ทำให้เห็นถึงโอกาสทองของการค้าขายบนอินเทอร์เน็ตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นาทีนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญของอาเซียนที่จะต้องตัดสินใจว่าจะก้าวเดินไปพร้อมกับจีนอย่างไร จึงจะได้ประโยชน์ร่วมกัน







