
สวทช.หนุนรายย่อยใช้งานวิจัยพลิกโฉมธุรกิจ
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
สวทช. หน่วยงานหลักของประเทศที่สร้างผลงานวิจัย เพิ่มมูลค่าให้แก่ประเทศและเศรษฐกิจมูลค่ารวมนับล้านล้านบาท แถมมีชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่ในไทย คนในประเทศกลับรู้จักน้อย ไม่สนใจงานวิจัยมาสร้างประโยชน์ทางธุรกิจ จนองค์กรถูกหลงลืม
กระทั่งเมื่อกระแสของโลกเปลี่ยนไป การแข่งขันในตลาดโลกทวีความรุนแรงขึ้น และผลจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จุดประกายให้ สวทช. กลับมาได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้ง
ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดใจว่า การเปิดเออีซีกระตุ้นให้เอกชนไทยทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง รายกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอี เข้ามาติดต่อที่ สวทช. เพื่อให้ช่วยพัฒนางานวิจัย คิดค้นนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการผลิตสินค้า โดยคาดว่าผู้ประกอบการใหม่เข้ามาติดต่อที่ สวทช. เพิ่มขึ้นมาก แต่ยังประเมินไม่ได้ว่าจะเพิ่มขึ้นกี่เท่า จากปัจจุบันมีเอกชนเข้ามาติดต่อมากกว่า 1,000 รายต่อปี เนื่องจากการเปิดเออีซีทำให้การแข่งขันสูงขึ้น
การติดต่อมาที่ สวทช. เพื่อให้ช่วยพัฒนางานวิจัยนั้นมี 2 รูปแบบ คือ ขอความร่วมมือให้ช่วยพัฒนางานวิจัย แต่ผลงานวิจัยที่พัฒนาได้จะต้องเป็นของสาธารณะ ส่วนแบบที่ 2 คือ จ้างนักวิจัย สวทช. ให้พัฒนาสินค้าให้ ราคาจ้างจะคิดตามค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น ขั้นต่ำตั้งแต่ 1 หมื่นบาท ไปจนถึงหลักร้อยล้านบาท ระยะเวลาการทำงานวิจัยเริ่มตั้งแต่ 1 เดือน ไปจนถึง 10 ปี และผลงานจะเป็นของเอกชนที่ลงทุน
ขณะเดียวกัน สวทช.ได้เตรียมเปิดตัวอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งที่ 2 ในเดือน ก.ค.นี้ อยู่บริเวณเดียวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มูลค่าการลงทุน 4,000 ล้านบาท อยากกระตุ้นให้เอสเอ็มอีเข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และเปิดบริษัทที่อุทยานวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยให้พัฒนาสินค้า เพราะเป็นศูนย์ที่ครอบคลุมงานวิจัย ค่าเช่าสถานที่ไม่แพง รวมทั้งสินค้าที่ผลิตได้จะสร้างความน่าเชื่อถือ และตลาดโลกยอมรับด้วย
ที่ผ่านมา เอสเอ็มอีที่ไม่ประสบความสำเร็จจากการนำนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดไม่แตกต่างและโดดเด่น ไม่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ทำให้สินค้าไม่ได้รับความนิยม เพราะบางรายสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างจากรายอื่นประมาณ 20-30% เท่านั้น แต่สินค้าที่จะได้รับความนิยมสูง จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 500% หรือเป็นสินค้าที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ทันที เมื่อผู้บริโภคได้เห็นสินค้าและใช้สินค้าแล้ว
สิ่งสำคัญอีกด้าน คือ ควรปลูกฝังค่านิยมให้คนไทยหันมาใช้สินค้าไทย ผลิตในประเทศ คิดค้นโดยคนไทย เพราะอุปสรรคที่สำคัญของสินค้าไทย คือ ผลิตขายในประเทศไม่ได้ ต้องไปขายในตลาดต่างประเทศแทน ดังนั้นการเปลี่ยนค่านิยมของคนไทยจะต้องร่วมมือพร้อมกันทั้งประเทศ รวมทั้งควรใช้ต้นแบบจากต่างประเทศ คือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ คนในชาติให้ความสำคัญกับแบรนด์ในประเทศสูงสุด
ส่วนกลุ่มเกษตร ที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจอีกด้าน สวทช.กำลังคิดค้นงานวิจัยหลายด้านและหลายกลุ่มพืชพันธุ์ ยกตัวอย่างเช่น กำลังพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิสายพันธุ์พิเศษ ให้ทนทานกับสภาพอากาศของไทยที่ร้อนมากขึ้น พัฒนาข้าวที่ปลูกได้ในสภาพที่มีน้ำท่วมขัง วิจัยพันธุ์ข้าวเหนียวที่ต้านทานโรคต่างๆ ได้ ส่งเสริมให้เกษตรกรนำของเสียที่มีอยู่กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่กับการให้ภาคเอกชนลงทุนนวัตกรรมเพื่อสีเขียวมากขึ้น
หากมองย้อนกลับไปที่ สวทช. กับการเปิดเออีซีนั้น ทวีศักดิ์ ยืนยันว่าได้เตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง เพราะพัฒนางานวิจัยมาตลอด เพื่อให้เอกชนสามารถนำไปพัฒนาเพิ่มมูลค่าธุรกิจได้ โดยแต่ละปีจะมีเอกชนร่วมมือกับ สวทช.ผลิตงานวิจัยออกสู่ตลาดได้ประมาณ 100 บริษัท และมีงานวิจัยมากกว่า 1,000 ผลงาน สามารถนำไปพัฒนาได้
นอกจากนี้ สวทช.ยังได้วางแผนงานระยะยาวระหว่างปี 2555-2559 ในการสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตรของประเทศมากที่สุด โดยต้องเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ได้ 3 เท่าของวงเงินงบประมาณที่ได้รับจากภาครัฐ กระตุ้นให้เอกชนไทยลงทุนนวัตกรรมและงานวิจัยเพิ่มขึ้น 2 เท่า จากปัจจุบันงบประมาณที่ได้รับจากรัฐอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจและเอกชนได้ถึง 2.8 หมื่นล้านบาท
เอสเอ็มอีรายใดที่ยังมองหาโอกาสแจ้งเกิด แต่ยังไม่มีตัวช่วย สวทช.น่าจะเป็นทางเลือกที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่งในชั่วโมงนี้







