posttoday
สงครามค่าเงิน ตอน ‘ญี่ปุ่นรุกอเมริกาถอย’ (ตอน 1)

สงครามค่าเงิน ตอน ‘ญี่ปุ่นรุกอเมริกาถอย’ (ตอน 1)

27 กุมภาพันธ์ 2556

โดย...รศ. ดร. เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

โดย...รศ. ดร. เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

[email protected]

ความผันผวนของตลาดหุ้นตลาดเงินและตลาดทองคำในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลักๆ มาจากข่าวที่ธนาคารกลางของอเมริกา (Federal Reserve) ประชุมหารือจะยุติ QE หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing) ก่อนครบกำหนดช่วงสิ้นปี 2556

พูดง่ายๆ คือ เลิก “ปั๊มเงิน” เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากมาตรการดังกล่าวไม่ค่อย “เป็นเรื่องเป็นราว” หรือไม่ค่อยได้ผล เพราะเดิมคาดว่าการอัดฉีดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบ จะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและลดอัตราการว่างงาน

แต่กลับเป็นว่าเงินส่วนใหญ่กลับไหลออกจากประเทศไปเก็งกำไรในตลาดเงินและตลาดทุนของประเทศต่างๆ ในเอเชีย ส่งผลให้เกิดกระแสเงินร้อนและ “ผลทางจิตวิทยา” หนุนให้ระดับราคาตลาดหุ้นในแถบตะวันออกพุ่งอย่างร้อนแรง ค่าเงินก็แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ

เมื่อไม่เป็นผลในประเทศ แต่กลับสร้างความปั่นป่วนให้คนอื่น จึงไม่สู้ หยุดไปก่อนดีกว่า และน่าจะนำมาใช้ยามจำเป็นจริงๆ และเมื่อกระแสเงินร้อนเริ่ม “อุ่นลง” จึงน่าจะเป็นจังหวะเหมาะกว่าที่จะงัด “ไม้ตาย” นี้ออกมาใช้อีกครั้ง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดผลลัพธ์ให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ตลาดหุ้นทั่วเอเชียหลังตรุษจีนอ่อนตัวลง และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ นักลงทุนในตลาดทองคำ ที่ราคาทองคำตลาดโลกฟุบต่ำกว่า 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ส่วนราคาทองไทยก็เกือบหลุด 2.2 หมื่นบาท ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับจาก “ภาวะคลั่งทอง” ที่ดันราคาทองคำทะลุระดับ 1,500 เหรียญสหรัฐ เมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว

อันที่จริงจะว่ามาตรการ QE ที่ผ่านมาจะไม่ได้ผลโดยสิ้นเชิงก็ไม่ใช่ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะคู่ค้าในแถบเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และประเทศในแถบอาเซียน รวมทั้งบ้านเราที่เงินเหรียญสหรัฐในปัจจุบันมีค่าเพียง 29 บาทกว่าๆ จากเดิมอยู่ที่ 30 กว่าๆ

เมื่อค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนลง ย่อมส่งผลดีต่อการค้าและการท่องเที่ยว เช่น สินค้าที่ผลิตและส่งออกจากสหรัฐจะถูกลง ทำให้ขายของได้มากขึ้น ผู้ผลิตในสหรัฐก็มีรายได้มากขึ้น การท่องเที่ยวก็ดีขึ้น เพราะเงินถูกทำให้ชาวต่างประเทศมาท่องเที่ยวมากขึ้น จับจ่ายในอเมริกามากขึ้น

ผิดกับประเทศคู่ค้าอย่าง “ไทยแลนด์บ้านเรา” ที่ผู้ส่งออกต่าง “หน้ามุ่ย” กันเป็นแถว และ “ทั้งบีบและบ่น” ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ย จนนำไปสู่ “วิวาทะ” อันแสนสับสนระหว่าง “ผู้กุมนโยบายเศรษฐกิจ” อย่างกระทรวงการคลังและแบงก์ชาติ

ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเดือดร้อนจากเงินบาทแข็ง เพราะสินค้าจากไทยจะแพงขึ้นในสายตาผู้นำเข้าในสหรัฐ และเมื่อขายได้เงินเหรียญสหรัฐมาก็แลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง นักท่องเที่ยวจากอเมริกาและยุโรปก็ลดลง เพราะเจอสองเด้งจากเศรษฐกิจที่ไม่ดี และมาเที่ยวเมืองไทยก็แพงขึ้น สู้เที่ยวในบ้านหรือไปยุโรปไม่ได้ รายได้ของผู้ประกอบการในบ้านเราที่ทำตลาดชาวตะวันตก ซึ่งที่จริง “กระเป๋าลึก” กว่านักท่องเที่ยวจีน เพราะกินอยู่และมีรสนิยมดีกว่าและแพงกว่า

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ