
ไฟแนนซ์ทูเดย์
...ลือกันให้แซ่ดว่า รัฐบาลตั้งเป้าปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ด้วยการเตรียมข้อหาให้สมเหตุสมผล หนึ่งในข้อหาได้ยินว่าน่าจะเป็นเรื่องแบงก์ชาติขาดทุนหนัก โดยก่อนหน้านี้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า ในปี 2555 ธปท.ขาดทุนจากการแทรกแซงค่าเงินบาทถึง 7 หมื่นล้านบาท และปีนี้จะเพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท
...ลือกันให้แซ่ดว่า รัฐบาลตั้งเป้าปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ด้วยการเตรียมข้อหาให้สมเหตุสมผล หนึ่งในข้อหาได้ยินว่าน่าจะเป็นเรื่องแบงก์ชาติขาดทุนหนัก โดยก่อนหน้านี้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า ในปี 2555 ธปท.ขาดทุนจากการแทรกแซงค่าเงินบาทถึง 7 หมื่นล้านบาท และปีนี้จะเพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท
ก่อนจะแพลมไต๋ในวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา เมื่อมีคนถามเรื่องปลดผู้ว่าแบงก์ชาติว่า “เรื่องปลดผู้ว่าการ ธปท.ไม่เคยอยู่ในความคิด แต่ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ให้อำนาจ รมว.คลัง สามารถเสนอเรื่องให้ ครม.พิจารณาปลดได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเห็นของคณะกรรมการ ธปท.ด้วย”
...ป้องปากซุบซิบกันทั้งบางขุนพรหมยันริมคลองประปาว่า “ผู้ใหญ่ที่มากด้วยบารมี” กำชับและบัญชามาว่า ให้เปลี่ยนตัวผู้บริหารใน 2 องค์กร หนึ่งปลด ประสาร พ้นแบงก์ชาติ แล้วโยก “อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม” ปลัดกระทรวงการคลังมาทำหน้าที่แทน จากนั้นก็ตั้ง “เบญจา หลุยเจริญ” อธิบดีกรมศุลกากร มาเป็นปลัดกระทรวงการคลัง และขยับ “สมชาย พูลสวัสดิ์” กลับมาศุลกากรอีกรอบ ส่วนสรรพสามิตนั้นก็ดันรองปลัดกระทรวงคนใดคนหนึ่งนั่ง ก็ม่วนแต๊ ม่วนหลาย
อีกที่หนึ่งนั้นก็ผลักดัน “วิจิตร สุพินิจ” อดีตประธาน ก.ล.ต. ให้มานั่งตำแหน่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ แทนที่ “สมพล เกียรติไพบูลย์” ที่ตอนนี้ฝ่ายการเมืองไม่พิสมัย แม้ว่าจะครบวาระในอีกไม่กี่เดือนแล้วก็ตาม
...เรื่องผลขาดทุนแบงก์ชาตินั้น หากโยนบาปไปให้ ประสาร คนเดียวน่าจะเกินไป เพราะการขาดทุนของแบงก์ชาติสะสมมานานหลายๆ ปี เป็นผลการขาดทุนจากการดูแลค่าเงินบาท ซึ่ง ธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการหญิงคนแรกของแบงก์ขาติ บอกว่า เป็นการขาดทุนเพื่อชาติ เพราะทำให้ค่าเงินนิ่ง การส่งออกก็ดีขึ้น
...ดูไปแล้วเหมือนสองมาตรฐาน หากคลังจะตามล้างตามเช็ดแบงก์ชาติ เรื่องนี้ น่าจะกลับไปแก้ปัญหาแบงก์รัฐที่ดูแลอยู่ก่อนดีไหม เพราะขาดทุนบักโกรก 8 หมื่นล้านบาท จากการเข้าไปเป็นมือไม้ของรัฐบาล ทั้งธนาคารอิสลามฯ และเอสเอ็มอีแบงก์น่ะ ใครจะรับผิดชอบ เพิ่มทุนเข้าไปช่วยพยุงฐานะธนาคาร ก็ต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินภาษีประชาชนอยู่ดี กรณีนี้ขอเรียกร้องว่า ต้องมีคนรับผิดชอบ จริงมั้ย รัฐมนตรีกิตติรัตน์







