
กฟผ.ชี้หากต้องดับไฟเลือกครัวเรือนก่อน
กฟผ. ยืนยันหากจำเป็น จะเลือกตัดไฟฟ้าภาคครัวเรือนก่อน ส่วนนิคมอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่ลำดับสุดท้าย
กฟผ. ยืนยันหากจำเป็น จะเลือกตัดไฟฟ้าภาคครัวเรือนก่อน ส่วนนิคมอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่ลำดับสุดท้าย
นายธนา พุฒรังษี รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติของพม่า ระหว่างวันที่ 5-14 เมษายนนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และสถานที่ราชการสำคัญ เช่น โรงพยาบาล เนื่องจาก กฟผ. ได้วางแผนรับมือไว้แล้ว แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉินจำเป็นต้องดับไฟบางพื้นที่ จะเลือกดับภาคครัวเรือนอันดับแรก ส่วนภาคอุตสาหกรรมนั้นจะเป็นตัวเลือกสุดท้าย
นายธนา กล่าวว่า ในวันที่ 5 มีนาคมนี้ กฟผ. จะหารือร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เตรียมความพร้อมในการเพิ่มแรงดันไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีแรงดันต่ำ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาไฟตก ได้แก่พื้นที่ สถานีไฟฟ้าลาดพร้าว รัชดาภิเษก และบางกะปิ แต่ยืนยันว่า แรงดันไฟฟ้าที่ตกลงมาจากประมาณ 2.3 แสนโวลต์ เหลือ 2.1 แสนโวลต์ ยังอยู่ในค่ามาตรฐานซึ่งคลาดเคลื่อนได้ 5%
"หากทุกภาคส่วนร่วมประหยัดไฟฟ้า และทำให้การใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีค ลดลงมาอยู่ที่ 25,500 เมกะวัตต์ จากที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 26,300 เมกะวัตต์ จะทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 800 เมกะวัตต์ จึงเชื่อว่า สถานการณ์จะคลี่คลายลง" นายธนากล่าว
ด้านนายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ. จะประสานไปยังผู้พัฒนาและผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม เพื่อรวบรวมข้อมูลความสามารถในการประหยัดไฟให้แก่ กฟผ. นำไปใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการในช่วงที่พม่าหยุดจ่ายก๊าซฯ แต่เบื้องต้นพบว่า ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเลื่อนวันผลิต แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วงเวลา 13.00-15.00 น. ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ทั้งนี้ จากข้อมูลของ กฟผ. พบว่านิคมฯ บางชัน มีความเสี่ยงต่อปัญหาไฟตกมากที่สุด แต่ยังอยู่ในระดับที่ การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ร่วมกันแก้ไขปัญหาได้







