
บุกตลาดเวียดนามแบบ"อมตะ"
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
เวียดนาม หนึ่งในประเทศที่เนื้อหอมที่สุดในอาเซียน ได้ดึงดูดธุรกิจต่างชาติจากทุกสารทิศเข้าไปลงทุน
ซึ่งก็รวมทั้ง บริษัท อมตะ ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทย ที่เข้าไปตลาดแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2537 และยังมองเห็นโอกาสการเติบโตของประเทศอีกมาก จึงวางแผนสร้างนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 2 ภายใต้ชื่อโครงการ “อมตะ เอ็กซ์เพรสซิตี้” หลังจากที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้เบียนโฮ ประสบความสำเร็จอย่างมากจนพื้นที่ภายในนิคมฯ เริ่มเต็ม
นิคมฯ แห่งใหม่ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ มีเนื้อที่ 9,375 ไร่ ตั้งอยู่ที่จังหวัดดองไน อยู่ใกล้โฮจิมินห์ และห่างจากนิคมฯ อมตะซิตี้เบียนโฮ 10 กิโลเมตร การพัฒนานิคมฯ จะแบ่งเป็น 2 โซน ได้แก่ พื้นที่นิคมฯ ไฮเทค เน้นการลงทุนกิจการอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ บนพื้นที่ 4,375 ไร่ ตั้งเป้าหมายโรงงาน 500 แห่ง และพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยและบริการด้านต่างๆ ประมาณ 5,000 ไร่ เพื่อรองรับคนทำงานจากโฮจิมินห์
สมหะทัย พานิชชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ วีเอ็น กล่าวว่า เวียดนามตอบโจทย์นักลงทุนที่เป็นลูกค้าของอมตะได้อย่างดี เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ทำธุรกิจส่งออก เช่น ส่งออกไปญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเวียดนามมีศักยภาพการขนส่งทางน้ำสูงมีท่าเรือน้ำลึกรองรับอยู่หลายท่า
ด้านรัฐบาลของเวียดนามก็พยายามพัฒนาประเทศโดยเฉพาะภาคกลาง เพื่อเชื่อมโยงความเจริญจากเมืองฮานอยในภาคเหนือ และเมืองโฮจิมินห์ ในภาคใต้ เข้าด้วยกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งดีขึ้น เป็นโอกาสของนักลงทุนที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์
การพัฒนาในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของเวียดนามลดลงเหลือ 20% ของจีดีพีในปัจจุบัน จากระดับ 25% เมื่อ 45 ปีที่แล้ว เทียบกับไทยที่มีต้นทุนโลจิสติกส์อยู่ที่ 13% และประเทศพัฒนาแล้ว มีต้นทุนด้านนี้ไม่ถึง 10%
ในฐานะนักลงทุนไทยที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามเป็นระยะเวลานาน สมหะทัย ชี้ว่า เวียดนามเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการไปผลิตเพื่อการส่งออก เนื่องจากการส่งออกทางเรือสะดวกมาก ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังไม่แข็งแรง การขนส่งทางบกมีต้นทุนสูง
เวียดนามยังเหมาะกับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก เพราะค่าแรงไม่สูงมาก ไม่มีปัญหาขาดแคลนแรงงานแน่นอน แต่แรงงานอาจขาดทักษะอยู่บ้าง ซึ่งฝึกได้ไม่ยาก เพราะคนเวียดนามเรียนรู้เก่ง
“ก่อนออกไปลงทุนต่างประเทศต้องรู้ว่าลูกค้าคือใครจะขายอะไร ถ้าเน้นการส่งออก ก็ดูว่าประเทศนั้นมีข้อตกลงทางภาษีกับประเทศคู่ค้าไหนบ้าง หลังจากนั้นก็เลือกประเทศที่คิดว่าจะได้สิทธิประโยชน์มากที่สุด”
การเข้าไปลงทุนในเวียดนาม สมหะทัย แนะนำว่าผู้ประกอบการจำเป็นต้องรวมตัวไปลงทุนแบบกลุ่มก้อนรวมถึงนักธุรกิจที่เข้าไปลงทุนอยู่แล้วก็ควรจะรวมตัวกันเป็นสมาคม กลุ่ม เพื่อช่วยเหลือ แนะนำนักธุรกิจหน้าใหม่ แบ่งปันข้อมูลกัน เหมือนกับธุรกิจญี่ปุ่นที่แบ่งปันข้อมูลกันทุกอย่าง แม้แต่เรื่องการจ่ายโบนัส หรือเงินเดือนพนักงานซึ่งเมื่อมีปัญหา การรวมตัวกันเรียกร้องกับรัฐก็มีน้ำหนักมาก และรัฐบาลจะยอมรับฟังมากกว่า
ส่วนธุรกิจเพื่อการส่งออก หรือเอสเอ็มอี การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมฯ ถือว่าสะดวกที่สุด เพราะมีการบริการที่ครบถ้วน หรือวันสต็อป เซอร์วิส ก่อนเข้าไปลงทุนจริงจัง ควรเริ่มจากไปร่วมงานแสดงสินค้ากับภาครัฐ ไปรู้จักตลาด รู้จักผู้บริโภค รวมถึงรู้จักทูตพาณิชย์ไทยในแต่ประเทศ ซึ่งจะช่วยเหลือให้คำปรึกษาด้านการลงทุนได้
สมหะทัย ยังกล่าวถึงปัญหาการเมืองในเวียดนามที่หลายคนกังวลว่า การเมืองที่นั่นมีเสถียรภาพมากกว่าไทย เพราะมีพรรคเดียว มั่นใจได้ว่านโยบายจะไม่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
แต่ก็เตือนนักลงทุนเหมือนกันว่า ก่อนเข้าไปลงทุน ควรเตรียมพร้อมศึกษาพื้นที่ ตลาด กฎหมายให้ดี รวมทั้งเรื่องค่าเงินก็ต้องระวังเพราะมีความผันผวนสูง
และมาถึงวันนี้ แม้ว่าเวียดนามจะมีแรงดึงดูดลดลง เมื่อเทียบกับเมียนมาร์ แต่ตลาดแห่งนี้ก็ยังน่าสนใจอยู่ และยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก







