
เร่งปรับแผนผลิตไฟฟ้า
เดือนที่อากาศร้อนที่สุดอย่างเดือน เม.ย. หากได้นั่งทำงานอยู่ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ คงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรนัก แต่หากเกิดวิกฤตพลังงานไฟฟ้าจนถึงขั้นไฟฟ้าตกหรือติดๆ ดับๆ อย่างที่กำลังกังวลอยู่นี้ นึกถึงภาพแอร์ไม่ทำงาน คอมพิวเตอร์จอมืดสนิท ต้องหยุดทำงาน แถมทั้งร้อนทั้งอึดอัด สถานการณ์เช่นนี้เดือดร้อนแน่ๆ
เดือนที่อากาศร้อนที่สุดอย่างเดือน เม.ย. หากได้นั่งทำงานอยู่ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ คงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรนัก แต่หากเกิดวิกฤตพลังงานไฟฟ้าจนถึงขั้นไฟฟ้าตกหรือติดๆ ดับๆ อย่างที่กำลังกังวลอยู่นี้ นึกถึงภาพแอร์ไม่ทำงาน คอมพิวเตอร์จอมืดสนิท ต้องหยุดทำงาน แถมทั้งร้อนทั้งอึดอัด สถานการณ์เช่นนี้เดือดร้อนแน่ๆ
เช่นเดียวกัน หากโรงงานอุตสาหกรรมหรือธุรกิจต่างๆ ต้องสะดุดหยุดชะงักจากเหตุไฟฟ้าไม่เพียงพอ ความเสียหายย่อมเกิดขึ้น มากน้อยตามแต่สถานการณ์ของแต่ละคน แต่ในภาพรวมย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้! ในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย มีเป้าหมายหลักคือ ระบบไฟฟ้าจะต้องมีความมั่นคง และสามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศอย่างเพียงพอ โดยแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 25532573 หรือ พีดีพี 2010 (PDP 2010) ที่ได้รับการปรับปรุงเป็นครั้งที่ 3 สาระสำคัญประการหนึ่ง คือ การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยคำนึงถึงการกระจายการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าของระบบสำรองในระดับที่เหมาะสม
แต่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า รัฐยังไม่สามารถดำเนินการตามแผนเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้!
ปัจจุบันไทยยังมีสัดส่วนการกระจายการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในอัตราที่ “มีความเสี่ยงสูง” กระทั่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เองก็ยอมรับ เพราะไทยพึ่งพิงการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากเกินไปถึง 70% ที่เหลืออีก 30% เป็นเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ อาทิ ถ่านหิน (ประมาณ 20%) พลังน้ำ พลังงานทดแทน และน้ำมัน และยังมีการจัดซื้อจากต่างประเทศจำนวนหนึ่ง
ปัญหาพม่าซ่อมท่อจนต้องหยุดส่งก๊าซจนการผลิตไฟฟ้ามีปัญหา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนความไม่มั่นคงทางพลังงานที่เกิดจากสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่เหมาะสม
นอกจากนั้น กำลังผลิตไฟฟ้าของระบบสำรองยังอยู่ในระดับต่ำ สาเหตุหนึ่งเกิดจากการที่ไม่สามารถผลักดันการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าอิสระให้เข้าสู่ระบบได้ทัน จากการถูกคัดค้านเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กบางส่วน ที่ยังติดปัญหาการได้รับใบอนุญาต
แม้ในแผนพีดีพีฉบับปรับปรุงล่าสุด กำหนดให้มีการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเพื่อทดแทนเชื้อเพลิงให้ได้ 25% ใน 10 ปี หรือระหว่าง พ.ศ. 25552564 โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึง ณ วันที่ 22 ก.พ. ได้มีการอนุมัติตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนไปแล้ว 35 แห่ง รวมกำลังการผลิต 1,000 เมกะวัตต์ แต่ในทางปฏิบัติคงต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะกว่าจะสามารถผลักดันการผลิตจากพลังงานทดแทนนี้เข้าสู่ระบบจ่ายไฟฟ้าได้
วิกฤตไฟฟ้าครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับแผนการผลิตไฟฟ้าให้เกิดความมั่นคงในระยะยาว ไม่ทำให้ทั้งชาวบ้านทั้งนักธุรกิจต้องใจหายใจคว่ำรอลุ้นกันวันต่อวันว่าไฟจะดับหรือไม่ นอกจากนั้นราคาก๊าชยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นสัดส่วนแปรผันกับปริมาณที่คาดการณ์ว่าจะลดลงเรื่อยๆ ค่าไฟจึงมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นหากยังใช้ก๊าซในการผลิตในสัดส่วนดังปัจจุบัน
การกระจายการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า หากจำเป็นต้องใช้ถ่านหินมากขึ้นและต้องเร่งผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ต้องชี้แจงให้เห็นถึงความจำเป็น ทั้งเรื่องต้นทุนถ่านหินที่ถูกกว่าก๊าซ และสามารถเก็บสต๊อกไว้ได้ ราคาก็ถูกกว่าน้ำมันเตา ที่ปัจจุบันใช้ทดแทนก๊าซในกรณีหยุดส่ง อีกทั้งต้องทำความเข้าใจกับชุมชนที่จะได้รับผลกระทบ รวมถึงมีมาตรการเยียวยาที่ประชาชนพอใจ
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะขับเคลื่อนนโยบายการผลิตไฟฟ้าของประเทศไปในทิศทางใด แม้แต่การลงทุนตั้งโรงผลิตไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ต้องหยิบยกมาพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ไทยได้อย่างไรบ้าง รวมทั้งแผนการตั้งโรงไฟฟ้าที่ทวาย ประเทศพม่า ของ กฟผ. ที่นอกจากจะผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับอุตสาหกรรมนำร่องที่นั่นแล้ว ควรจะผลิตส่งกลับมาขายให้ประเทศไทยได้ด้วย
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจเพื่อสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นเพียงแผนบนแผ่นกระดาษต่อไป







