
กรุงไทยเล็งเงินวัด
ตั้งเป้าขยายลูกค้าองค์กรฯมูลนิธิเล็งฐานเงินฝาก2แสนล้านเข้าพอร์ต
ตั้งเป้าขยายลูกค้าองค์กรฯมูลนิธิเล็งฐานเงินฝาก2แสนล้านเข้าพอร์ต
กรุงไทยบุกวัด มูลนิธิ ขยายฐานลูกค้าองค์กรไม่แสวงผลกำไร ตั้งเป้าครองส่วนแบ่งตลาด 25%
นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แผนการระดมเงินฝากเพื่อรองรับการเติบโตสินเชื่อของธนาคารในปีนี้ หนึ่งในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ธนาคารจะให้ความสำคัญและเข้าไปทำตลาดมากขึ้น คือ กลุ่มองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เช่น วัดและมูลนิธิต่างๆ ซึ่งมีรายได้จากเงินบริจาคและเงินทำบุญ
ทั้งนี้ ธนาคารได้มีการจัดตั้งทีมดูแลลูกค้ากลุ่มนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางการเงินให้แก่องค์กรเหล่านี้ เปรียบเสมือนตำแหน่งเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ (Relationship Manager) ในกลุ่มลูกค้าธนบดีธนกิจ โดยเจ้าหน้าที่ในแต่ละสาขาจะรับผิดชอบวัดหรือมูลนิธิที่อยู่ในเขตของตัวเอง
“ธนาคารประเมินว่าวัดทั่วประเทศกว่า 3.4 หมื่นแห่ง น่าจะมีฐานเงินฝากรวมกันไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มนี้อยู่ราว 10% หรือ 2 หมื่นล้านบาท ยังมีช่องว่างเติบโตได้อีก โดยปีนี้เราตั้งเป้าจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดขึ้นเป็น 25% หรือเพิ่มขึ้นเป็น 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งการจะขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนี้จำเป็นต้องอาศัยความคุ้นเคย เราจึงต้องมีการจัดทีมดูแลเฉพาะ” นายเวทย์ กล่าว
นายเวทย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ของธนาคารกลุ่มนี้ จะทำหน้าที่ตั้งแต่เริ่มเข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับวัดและมูลนิธิต่างๆ คอยให้คำปรึกษาทางการเงิน ดูแลการทำธุรกรรม รวมทั้งจัดพอร์ตการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากระยะสั้นและระยะยาว กองทุน ให้เหมาะสมกับองค์กรแต่ละแห่ง โดยจะมีการส่งรถเข้าไปรับฝากเงินถึงที่เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับวัด
นอกจากนี้ ธนาคารยังมีแผนจะเข้าไปดูแลการทำบุญในเทศกาลต่างๆ ให้กับวัด เช่น อาจมีการเปิดบัญชีให้ผู้ที่ต้องการทำบุญสามารถโอนเงินเข้าบัญชีวัดได้โดยตรง โดยที่ผู้ทำบุญซึ่งอาจไม่สะดวกหรืออยู่ห่างไกลไม่ต้องเดินทางมาด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการทำบุญอีกด้วย
“เงินฝากในกลุ่มองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อธนาคารมาก เพราะคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ในฐานเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน (CASA) ของธนาคารที่มีต้นทุนต่ำ การขยายฐานเงินฝากในกลุ่มนี้จึงเท่ากับช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กับธนาคาร” นายเวทย์ กล่าว
นายเวทย์ กล่าวว่า นอกจากลูกค้ากลุ่มวัดและมูลนิธิแล้ว ธนาคารยังมีแผนจะใช้สาขาที่อยู่ตามแนวชายแดนและด่านการค้าสำคัญ ระดมเงินฝากจากลูกค้าที่มีการค้าและธุรกรรมระหว่างประเทศ เนื่องจากลูกค้าธุรกิจเหล่านี้มีความจำเป็นต้องใช้บัญชีกระแสรายวันกับธนาคาร
“สาขาชายแดนจะเปิดให้บริการ 7 วันต่อสัปดาห์ นอกจากนี้จะให้พนักงานของธนาคารข้ามพรมแดนไปขายผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าธุรกิจและลูกค้ารายย่อยในประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้รวมทั้งนักลงทุนต่างชาติที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน นิยมมาใช้บริการธนาคารไทยมากขึ้น” นายเวทย์ กล่าว
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายเงินฝากและการลงทุน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า กลุ่มองค์กรไม่แสวงผลกำไรต่างๆ ถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่ธนาคารให้ความสำคัญและดูแลมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมเจ้าหน้าที่ดูแลโดยเฉพาะตามกลยุทธ์ของธนาคารที่ต้องการขยายการเติบโตในกลุ่มธุรกิจลูกค้าบุคคล โดยแบ่งลูกค้าออกเป็นเซ็กเมนต์
สำหรับลูกค้ากลุ่มวัด มูลนิธิ และองค์กรเพื่อสังคมต่างๆ ธนาคารจะจัดให้อยู่ในกลุ่มนิติบุคคลที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกค้ากลุ่มนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งโดยปกติจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำทั่วไปเล็กน้อย
ขณะที่แผนการเติบโตสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของธนาคารในปีนี้ ธนาคารตั้งเป้าเติบโตเงินฝากและกองทุนเพิ่มขึ้น 17-20% สอดคล้องกับเป้าหมายเติบโตสินเชื่อที่ 12-15%







