
รัฐมือเติบขาดดุล 4.5 แสนล.
รัฐมือเติบทำขาดดุลเงินสด 4 เดือนของปีงบ 2556 ถึง 4.54 แสนล้าน ต้องกู้เงินชดเชย 1.17 แสนล้านบาท
รัฐมือเติบทำขาดดุลเงินสด 4 เดือนของปีงบ 2556 ถึง 4.54 แสนล้าน ต้องกู้เงินชดเชย 1.17 แสนล้านบาท
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ต.ค. 2555ม.ค. 2556) รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 4.54 แสนล้านบาท อันเป็นผลมาจากใช้จ่ายมากกว่าหาได้
ทั้งนี้ รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 6.74 แสนล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 1.31 แสนล้านบาท หรือ 24.3% ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตรถยนต์ สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงเศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่องและผลจากโครงการรถยนต์คันแรก ที่รัฐบาลคืนภาษีสรรพสามิตให้กับผู้ซื้อรถยนต์คันแรกสูงสุด 1 แสนบาท
ขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 9.94 แสนล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 3.53 แสนล้านบาท หรือ 55.2% ซึ่งเป็นผลจากการที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายของปีงบประมาณก่อนมีผลบังคับใช้ล่าช้า ประกอบกับรัฐบาลได้เร่งดำเนินนโยบายทางการคลังของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
รายจ่ายที่มากกว่ารายได้ ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 3.19 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 1.34 แสนล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 4.54 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 1.17 แสนล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 3.36 แสนล้านบาท และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2556 มีจำนวนทั้งสิ้น 2.24 แสนล้านบาท
นายสมชัย กล่าวว่า จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่สูงกว่าเป้าหมายในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศจากการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถดำเนินการตามนโยบายต่างๆ ภายใต้ฐานะการคลังที่เข้มแข็งตลอดปีงบประมาณ 2556
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้นายคิมเอง ตัน ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์เรตติ้งของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือ เอสแอนด์พี ประจำเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า แม้กระทรวงการคลังจะขาดดุลงบประมาณมากขึ้น ฐานะทางการคลังก็ยังไม่น่าห่วง แต่รัฐบาลก็มีการใช้องค์กรพิเศษ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นเครื่องมือในการทำโครงการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรต่างๆ ไม่รู้ว่าจะเป็นภาระหนี้ในอนาคตแค่ไหน และจะมีผลต่ออันดับเครดิตของไทยหรือไม่ เช่น โครงการรับจำนำข้าว หากมีการขาดทุนจะกระทบกับฐานะทางการคลัง
ส่วนงบลงทุนภาครัฐวงเงินรวม 2 ล้านล้านบาทนั้น ระยะสั้นไม่มีผลกระทบ หากทำดีจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะกลาง สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ การหาช่องทางเพิ่มรายได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ถาวรของประเทศไทยโดยประเทศไทยควรต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี การขยายฐานภาษี ขณะที่ช่องทางการหารายได้ของรัฐบาลที่ดูเหมือนจะลดลงไปนั้น ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน เพราะในขณะที่การลงทุนและการใช้จ่ายของภาครัฐมีมากขึ้น การขยายฐานรายได้ในการจัดเก็บภาษีก็ควรต้องเพิ่มตามไปด้วย
"ฐานะทางการคลังนั้นยังไม่น่าห่วง แต่รัฐบาลก็มีการใช้องค์กรพิเศษ เช่นธนาคารเพื่อ การเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นเครื่องมือในการทำโครงการต่างๆ ไม่รู้ว่าจะเป็นภาระหนี้ในอนาคตแค่ไหน และจะมีผลต่ออันดับเครดิตของไทยหรือไม่ เช่นโครงการรับจำนำข้าว หากมีการขาดทุนจะกระทบกับฐานะทางการคลัง ส่วนงบลงทุนภาครัฐวงเงินรวม 2 ล้านล้านบาทนั้น ระยะสั้นไม่มีผลกระทบ หากทำดี จะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระกลาง " n







