posttoday
บลจ.กสิกรไทยในมือ "จงรัก" โจทย์ใหญ่ปั่นผลตอบแทนเพิ่มความใกล้ชิด

บลจ.กสิกรไทยในมือ "จงรัก" โจทย์ใหญ่ปั่นผลตอบแทนเพิ่มความใกล้ชิด

21 กุมภาพันธ์ 2556

จนถึงวันนี้คงยากที่จะมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แห่งไหนสามารถสร้างสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ขึ้นมาแซงหน้า บลจ.กสิกรไทย เพราะเอยูเอ็มที่ปิดปลายปี 2555 ก็ปาเข้าไป 8.5 แสนล้านบาท ทิ้งห่างจากอันดับ 2 เกือบ 2 แสนล้านบาท

จนถึงวันนี้คงยากที่จะมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แห่งไหนสามารถสร้างสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ขึ้นมาแซงหน้า บลจ.กสิกรไทย เพราะเอยูเอ็มที่ปิดปลายปี 2555 ก็ปาเข้าไป 8.5 แสนล้านบาท ทิ้งห่างจากอันดับ 2 เกือบ 2 แสนล้านบาท

และในปีนี้ บลจ.กสิกรไทย ภายใต้การนำของจงรัก รัตนเพียร ประธานกรรมการบริหาร “แม่ทัพคนใหม่” ยังตั้งเป้าหมายที่จะเป็น บลจ.แรกของประเทศไทยที่มีเอยูเอ็มขึ้นไปถึง 1 ล้านล้านบาท

สำหรับเป้าหมายเพิ่มเอยูเอ็ม น่าจะเป็นความท้าทายที่ไม่ยากเกินไป เพราะถ้าจะมี บลจ.สักแห่งที่มีเอยูเอ็มขึ้นไปถึง 1 ล้านล้านบาท ก็คงจะเป็น บลจ.กสิกรไทย

แต่ประเด็นเรื่อง “ผลตอบแทน” น่าจะสร้างความท้าทายให้กับ บลจ.กสิกรไทย มากกว่า เพราะปัจจุบันนักลงทุนจำนวนมากให้ความสำคัญกับผลตอบแทนมากขึ้น แต่เมื่อปี 2555 บลจ.กสิกรไทย ไม่สามารถสร้างความโดดเด่นโดนใจนักลงทุนได้

เพราะฉะนั้น หนึ่งในเป้าหมายหลักของ บลจ.กสิกรไทย ในปีนี้ คือ การสร้างผลตอบแทนของกองทุนภายใต้การบริหารจัดการให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ หรืออยู่ในกลุ่ม 25% แรกของอุตสาหกรรมให้ได้

“จริงๆ แล้วที่ผ่านมากองทุนหุ้นของ บลจ.กสิกรไทย ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ โดยที่เราอยู่ระดับกลางๆ เพียงแต่เราไม่ได้พอใจที่จะอยู่กลางๆ เราอยากจะขึ้นไปอยู่ในอันดับบนๆ”

วิธีการที่จะช่วยดันให้กองทุนหุ้นของ บลจ.กสิกรไทย ไต่ขึ้นไปอันดับต้นๆ ได้นั้น จงรัก บอกว่า จะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ตัวหุ้น เพื่อแสวงหาหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม หรือหุ้นที่ราคาปรับขึ้นมาแล้ว แต่ผลประกอบการมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ “Market Timing” และการปรับน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนในแต่ละช่วงเวลาอีกด้วย

“ผมกับทีมผู้จัดการกองทุนจะคุยกันบ่อยมาก และถือเป็นวาระที่จะต้องติดตามผลทุกสัปดาห์”

อย่างไรก็ตาม จงรัก บอกว่า หากจะให้ความยุติธรรมในการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนหุ้นจะต้องลงลึกไปถึง “นโยบายการลงทุน” ด้วย เพราะแม้ว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นกองทุนหุ้นเหมือนกัน แต่มีนโยบาย หรือสไตล์การลงทุนที่หลากหลาย ซึ่งมีผลต่อผลการดำเนินงานที่ออกมาด้วย

“กองทุนที่มีนโยบายลงทุนหุ้น 70% และตราสารหนี้ 30% ในช่วงที่ตลาดปรับเพิ่มขึ้นมากๆ กองทุนประเภทนี้คงไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนที่ลงทุนหุ้นได้เต็มพอร์ต นอกจากนี้กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนหุ้นปันผล ก็ไม่สามารถนำผลดำเนินงานมาเปรียบเทียบกับกองทุนหุ้นที่เน้นหุ้นเติบโตสูงได้”

เพราะฉะนั้น นอกจากจะต้องสร้างผลตอบแทนให้โดดเด่นแล้ว จงรัก บอกว่า บลจ.กสิกรไทย จะต้องจัดกลุ่มกองทุนหุ้นตามนโยบายการลงทุนตามสไตล์การลงทุนให้ชัดเจนขึ้น เช่น กลุ่มกองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลดี และกลุ่มกองทุนหุ้นที่ลงทุนหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูง

“เราจะทำกองทุนหุ้นหลากหลายสไตล์ แล้วสื่อสารกับลูกค้าให้ชัดเจน”

นอกจากนี้ กองทุนหุ้นของ บลจ.กสิกรไทยจะมีนโยบายชัดเจนว่าจะไม่ถือหุ้นต่ำกว่า 1520 บริษัท เพื่อเป็นการกระจายน้ำหนักการลงทุนที่เหมาะสม

“การกระจายลงทุนในตัวหุ้นหลายๆ ตัว เป็นการกระจายความเสี่ยง เพราะเวลาหุ้นขึ้นทุกอย่างจะดีไปหมด แต่เรารู้ว่าตลาดหุ้นไม่ได้สดใสตลอดไป ซึ่งการกระจายน้ำหนักการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยง ก็อาจจะต้องแลกมาด้วยผลตอบแทน”

แม้ว่าจะข้ามฟากมาจากธนาคารกสิกรไทย แต่สำหรับอุตสาหกรรมกองทุน จงรัก ถือเป็น “คนในวงการ” เพราะเคยเป็นผู้จัดการกองทุน และบริหารพอร์ตลงทุนให้กับธนาคารกสิกรไทย ทำให้เขารู้จักและเข้าใจธรรมชาติของตลาดเงินและตลาดทุนเป็นอย่างดี

“ในชีวิตการทำงาน ผมอยู่ในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนมาตลอด”

เพราะฉะนั้น นอกจากความเข้าใจแล้ว เขายังหวังว่าจะช่วยสื่อประสานระหว่างการบริหารจัดการกองทุนกับการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ตอนที่บริหารเงินของธนาคารกสิกรไทย ก็ประสานงานกับ บลจ.กสิกรไทย อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงทำให้เห็นภาพทั้งสองด้านว่า จะทำอย่างไรถึงจะตอบโจทย์ได้ทั้งฝั่งลูกค้าและฝั่งธนาคาร”

สำหรับ จงรัก แล้ว ภารกิจนี้คงไม่ยากเกินความสามารถ เพราะเขาบอกว่า “ผมเป็นคนเปิดกว้าง รับฟัง และพร้อมพูดคุยกับทุกคน”

นอกจากนี้ เขายังไม่หนักใจกับ “งานหนัก”ที่ได้รับมอบหมายมาจากธนาคารแม่ เพราะเขาบอกว่า “ทีมงานของ บลจ.กสิกรไทย ก็ดีอยู่แล้วขณะที่ธนาคารก็ให้การสนับสนุนบริษัทของธนาคารอยู่แล้ว ซึ่ง 2 ปัจจัยนี้น่าจะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้”

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน