posttoday
กนง.ไม่ใช้อัตราดอกเบี้ยจัดการเงินบาทแข็งค่า

กนง.ไม่ใช้อัตราดอกเบี้ยจัดการเงินบาทแข็งค่า

21 กุมภาพันธ์ 2556

สวัสดีครับทุกท่าน ตลาดหุ้นไทยวานนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากมีความชัดเจนเกี่ยวกับผลการประชุม กนง. ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นไปเหนือระดับ 5 หมื่นล้านบาทอีกครั้ง เทียบกับช่วงก่อนทราบผลการประชุมที่มูลค่าการซื้อขายลดลง โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติมีการชะลอการซื้อขายชัดเจน ผมคิดว่าความชัดเจนของผลการประชุมจะทำให้ตลาดหุ้นกลับมาคึกคักต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เช่น KBANK SCB BBL ส่วนทิศทางของเงินทุนต่างชาติ คาดว่ามีโอกาสจะกลับมาซื้อสุทธิ หลังจากมีมูลค่าขายสุทธิสะสมในเดือน ก.พ. ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท

สวัสดีครับทุกท่าน ตลาดหุ้นไทยวานนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากมีความชัดเจนเกี่ยวกับผลการประชุม กนง. ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นไปเหนือระดับ 5 หมื่นล้านบาทอีกครั้ง เทียบกับช่วงก่อนทราบผลการประชุมที่มูลค่าการซื้อขายลดลง โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติมีการชะลอการซื้อขายชัดเจน ผมคิดว่าความชัดเจนของผลการประชุมจะทำให้ตลาดหุ้นกลับมาคึกคักต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ เช่น KBANK SCB BBL ส่วนทิศทางของเงินทุนต่างชาติ คาดว่ามีโอกาสจะกลับมาซื้อสุทธิ หลังจากมีมูลค่าขายสุทธิสะสมในเดือน ก.พ. ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท

วานนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 1 ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ ซึ่งถือว่าเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 โดยมีเหตุผลหลัก คือ กนง.คาดว่าเศรษฐกิจอาจจะเติบโตดีกว่าที่เคยคาดการณ์ และแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้ออาจจะเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม กนง.ระบุว่าจะยังคงเฝ้าติดตามเสถียรภาพทางการเงินและการเคลื่อนย้ายของกระแสเงินทุนอย่างใกล้ชิด โดยพร้อมที่จะออกมาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้าทันทีเมื่อจำเป็น ผลการประชุม กนง.ในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ถูกจับตามากที่สุดครั้งหนึ่ง ผมถือว่ามีส่วนช่วยสร้างความชัดเจนให้กับนักลงทุน เนื่องจากนักลงทุนสามารถคาดการณ์ถึงหลักการและเหตุผลที่ กนง.จะใช้ในการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยในอนาคตได้ จึงทำให้ผมคาดว่าบรรยากาศการซื้อขายจะคึกคักขึ้นในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการแข็งค่าของเงินบาทที่ยังคงไม่มีมาตรการที่เห็นผลในระยะสั้น จะยังคงสร้างความไม่แน่นอนในเชิงนโยบาย (Policy Risk) ต่อไป ซึ่งมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นปัจจัยกดดันตลาดฯ ได้ทุกเมื่อ เนื่องจากผลการประชุม กนง.ได้แสดงให้เห็นว่า กนง.ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ ในการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากกว่าจะให้น้ำหนักกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ซึ่งหมายความว่า ธปท.มีโอกาสที่จะใช้นโยบายอื่นๆ ในการจัดการกับเงินทุนไหลเข้า

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นในช่วงนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการประกาศผลการดำเนินงานและเงินปันผล โดยในส่วนของผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2555 พบว่า กลุ่มที่มีกำไรดีเกินคาดการณ์ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก (HMPRO และ CPALL) กลุ่มเช่าซื้อ (THANI) กลุ่มบันเทิง (BEC) นอกนั้นถือว่าใกล้เคียง ส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2556 ยังคงถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตในระดับ 20% ใกล้เคียงกับประมาณการเดิม ทั้งนี้ หุ้นที่ผมชอบ คือ CPALL เนื่องจากผมเชื่อว่า CPALL จะได้รับประโยชน์จากการบริโภคในต่างจังหวัดที่มีแนวโน้มจะขยายตัวมากในระยะยาว

ในแง่เงินปันผล ผมสังเกตเห็นว่าบริษัทจดทะเบียนหันมาจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้น (Stock Dividend) มากขึ้น ผลดีต่อผู้ถือหุ้น คือ ได้หุ้นไปขายทำกำไรในช่วงที่ราคาหุ้นกำลังเป็นขาขึ้น ส่วนผลดีต่อบริษัท คือ เป็นการเพิ่มสภาพคล่อง (Free Float) ให้กับหุ้น และบริษัทสามารถเก็บเงินสดไว้สำหรับใช้ลงทุนในอนาคต โดยบริษัทที่ประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้น ได้แก่ HMPRO THANI เป็นต้น

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเอง แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท