
ตลท.ห่วงฟองสบู่หุ้น
ขอ1เดือนเจาะวอลุม6หมื่นล้านจริงหรือปั่น..
ขอ1เดือนเจาะวอลุม6หมื่นล้านจริงหรือปั่น..
บล.ทรีนีตี้ฟันธงจบรอบดอกเบี้ยขาลง..ตลท.กลัวภาพลวงตา วอลุม 6 หมื่นล้าน/วัน ขอ 1 เดือนดูไส้ใน ข้อมูล ห่วงต่างชาติรายย่อยทิ้งแรง
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ขอเวลา 1 เดือนเพื่อติดตามแรงซื้อขายที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2556 หากแรงซื้อขายยังมีเข้ามา อาจมีการพิจารณาปรับเพิ่มเป้าหมายวอลุมในปีนี้ให้เพิ่มจากเดิมที่ตั้งไว้อยู่ที่ 3.2 หมื่นล้านบาทต่อวัน
สาเหตุที่ตลาดหลักทรัพย์ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินสถานการณ์ เพราะแรงซื้อขายมาจากนักลงทุน 2 กลุ่มหลัก คือ ผู้ลงทุนรายบุคคล โดยในเดือน ม.ค. สัดส่วนการซื้อขายอยู่ที่ 62% ของ 5.6 หมื่นล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 3.5 หมื่นล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีตอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาทต่อวันเท่านั้น หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติสัดส่วนการซื้อขายอยู่ที่ 20% ของวอลุม 5.6 หมื่นล้านบาท หรือ 1.3 หมื่นล้านบาทต่อวัน จากเดิม 9,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมา 4,000 ล้านบาท รวมของ 2 กลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และในช่วง 15 วันแรกของในเดือน ก.พ. ยังพบว่าสัดส่วนการซื้อขายของรายย่อยได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 64% ของปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นด้วยมาอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาทต่อวัน ขณะที่สัดส่วนของนักลงทุนต่างชาติสัดส่วนอยู่ที่ 16%
“ตลาดหลักทรัพย์ขอดูอีก 1 เดือน เพราะไม่ค่อยมั่นใจกับเงินที่ไหลเข้าออกเร็ว และเงินที่ไหลเข้าลงทุนไม่ใช่แค่กระแสเงินจากต่างประเทศเท่านั้น ยังมาจากนักลงทุนรายย่อยด้วย ดังนั้นสิ่งที่ต้องติดตามไม่ใช่ปัจจัยต่างประเทศเท่านั้น ยังต้องจับสัญญาณของรายย่อยด้วย” นายภากร กล่าว
หากมีปัจจัยกระทบต่อการซื้อขายของนักลงทุนทั้งสองกลุ่มนี้อาจทำให้วอลุมหดหายได้เกิน 1.5 หมื่นล้านบาท ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และมีโอกาสกลับมาซื้อขายที่ระดับ 3.2 หมื่นล้านบาทต่อวันก็ย่อมเป็นไปได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่าวอลุมที่เพิ่มขึ้นมาจากหุ้นตัวไหน หากเพิ่มขึ้นโดยไม่มีพื้นฐาน ก็จะพยายามใช้เกณฑ์เข้ามาดูแล
ด้านดัชนีหุ้นไทยในขณะนี้ ยอมรับว่าไม่ได้ถูกเหมือนกับปี 2555 แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระดับแพง ราคาหุ้นอยู่ในระดับสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่ด้วยกัน พิจารณาจากระดับอัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้นล่วงหน้า (พีอี ฟอร์เวิร์ด) ของไทย ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2556 อยู่ที่ 13.59 เท่า อยู่ในระดับใกล้เคียงกับมาเลเซียอยู่ที่ 14.51 เท่า อินโดนีเซียอยู่ที่ 14.18 เท่า สิงคโปร์อยู่ที่ 14.78 เท่า และไต้หวันอยู่ที่ 14.86 เท่า
นายภากร กล่าวอีกว่า ในแง่ของมูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดหุ้นไทย ขณะนี้อยู่ที่ 12.54 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับมาเลเซีย อยู่ที่ระดับประมาณ 13 ล้านล้านบาท และคิดเป็น 103% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) นับเป็นครั้งแรก และเป็นไปตามแผนของปี 2556 ต้องการเห็นระดับ 100% ของจีดีพี และ 3 ปีข้างหน้าเห็นระดับ 120% ของจีดีพี
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2.75% เป็นสัญญาณการสิ้นสุดของการปรับดอกเบี้ยลงแล้ว แนวโน้มมีแต่จะทรงตัวหรือปรับตัวขึ้นเท่านั้น
“ผมคาดว่าปีนี้น่าจะเห็นดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นได้ 1 ครั้ง ในอัตรา 0.25% แต่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะไม่มีผลกระทบต่อหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เพราะกลุ่มนี้ยังดีอยู่ตามการลงทุนของภาครัฐ” นายวิศิษฐ์ กล่าว
นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง ประเมินว่า ดัชนีหุ้นมีโอกาสปรับลดลง 7% หรือประมาณ 80100 จุดได้ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากต่างชาติขายเพื่อล็อกกำไรและนำเงินไปคืนเงินกู้จากการทำเยน แคร์รี เทรด
นายรักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและกลยุทธ์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า นักลงทุนต้องระมัดระวังการลงทุนในช่วงเดือน มี.ค.เม.ย. เพราะตลาดหุ้นอาจจะปรับลดลง อย่างไรก็ตาม บล.เคจีไอ ปรับประมาณการดัชนีสิ้นปีอยู่ที่ 1,680 จุด







