
ศึกสินค้าแคตตาล็อคระอุ เซเว่นฯชู 5 กลยุทธ์ย้ำแชมป์
จากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยที่มีมากถึง 25 ล้านคน ส่งผลให้หลายธุรกิจเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการทำการตลาดผ่านโลกออนไลน์มากขึ้น และที่เห็นภาพได้ชัดเจนคือ ผู้ประกอบการค้าปลีกที่โดดลงมาทำตลาดในธุรกิจแบบตรง ผ่านเว็บไซต์ เมลออร์เดอร์ คอลเซ็นเตอร์ เพิ่มขึ้น
จากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยที่มีมากถึง 25 ล้านคน ส่งผลให้หลายธุรกิจเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการทำการตลาดผ่านโลกออนไลน์มากขึ้น และที่เห็นภาพได้ชัดเจนคือ ผู้ประกอบการค้าปลีกที่โดดลงมาทำตลาดในธุรกิจแบบตรง ผ่านเว็บไซต์ เมลออร์เดอร์ คอลเซ็นเตอร์ เพิ่มขึ้น
เซเว่น แคตตาล็อก เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสของช่องทางในโลกออนไลน์ แม้ว่าปัจจุบันสัดส่วนยอดขายที่มาจากช่องทางดังกล่าวจะยังน้อย หรือประมาณ 1% ของยอดขายรวมเซเว่น อีเลฟเว่น เนื่องจากพฤติกรรมคนไทยยังนิยมซื้อสินค้าผ่านหน้าร้าน เพราะไม่มั่นใจกับการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตในช่องทางออนไลน์
ด้วยเหตุนี้ เซเว่น แคตตาล็อก จึงต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจกับลูกค้าผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย 1.ความถูกต้องแม่นยำ 2.ความรวดเร็ว 3.คุณภาพของสินค้า 4.การรับประกันความพึงพอใจ และ 5.หากไม่พอใจสามารถคืนได้
อำพา ยงพิศาลภพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น แคตตาล็อก กล่าวว่า ปีนี้บริษัทมีแผนจะใช้งบ 30 ล้านบาท ลงทุนสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่บนพื้นที่ 2,800 ตร.ม. ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต และป้องกันความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากปลายปี 2554 ที่ผ่านมาคลังสินค้าที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรวมทั้งมีแผนขยายคลังสินค้าให้ครบทุกภูมิภาคในประเทศไทย อาทิ ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี เพื่อความสะดวกในการจัดส่งสินค้า
สำหรับคลังสินค้าที่ อ.บางบัวทอง ที่มี 3 จุดนั้น จะแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบออกเป็น 3 กลุ่ม โดยจุดที่ 1 ทำหน้าที่แพ็คสินค้า จุด 2 ทำหน้าที่รองรับสินค้าหมุนเวียน และจุดที่ 3 ทำหน้าคัดแยกสินค้า โดยหลังจากเปิดคลังสินค้าแห่งใหม่ที่ชลบุรีในไตรมาส 2 หรือ 3 ของปีนี้ แคตตาล็อคเซเว่นก็มีแผนขยายคลังสินค้าเพิ่มขึ้นให้ครบทุกภูมิภาค อาทิ อีสาน ที่จ.ขอนแก่น และ ภาคใต้ ที่จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนภาคเหนืออยู่ระหว่างการพิจารณาทำเลที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 โดยในอนาคตเซเว่น แคตตาล็อก มีแผนที่จะขยายธุรกิจไปในกลุ่มประเทศอาเซียน ตามการขยายธุรกิจของบริษัท ซีพี ออลล์ ที่จะนำร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เข้าไปขยายร้านในอาเซียน รวมทั้งมีแผนร่วมมือกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมากขึ้น
ปัจจุบันเซเว่น แคตตาล็อก มีจำนวนสินค้าที่จำหน่ายทั้งหมด 1,700 รายการ เป็นสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 40% และในสิ้นปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 60% โดยรายได้หลักยังคงมาจากในประเทศ 100% โดยยอดขายส่วนใหญ่ 54% มาจากลูกค้าต่างจังหวัด และอีก 46% มาจากลูกค้าในกรุงเทพฯ ซึ่งสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2,300 ล้านบาท และมีจำนวนสมาชิกสิ้นปีนี้เพิ่มเป็น 1.3 ล้านราย จากปัจจุบัน 1.2 ล้านราย
ขณะที่เจ้าตลาดแบบตรงหันมาเปิดกลยุทธ์รักษาแชมป์และส่วนแบ่งตลาด 70% จากมูลค่าตลาดรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ในส่วนของผู้เล่นอันดับ 2 อย่าง ฮิส แอนด์ เฮอร์ ก็ออกมาทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ในปีนี้จะใช้งบการตลาด 70 ล้านบาท เปิดตัวและทำตลาดร่วมกับธนาคาร กสิกรไทย ออกบัตรเครดิต ฮิส แอนด์ เฮอร์กสิกรไทย โดยเป็นบัตรส่วนลดและสะสมคะแนนจากการซื้อสินค้าแบรนด์ชั้นนำกว่า 60 แบรนด์ของบริษัท
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นจะทำตลาดเฉพาะแบรนด์สินค้าในเครือ ไอ.ซี.ซี. จากนั้นมีแผนจะขยายไปสู่สินค้าอื่นนอกเครือ ตั้งเป้าหมายปีแรกจะมียอดผู้ถือบัตร 1 แสนราย และมีมูลค่าการใช้จ่ายบัตรที่ 4,0005,000 ล้านบาท ซึ่งภายใน 3 ปี จะมียอดผู้ถือบัตรเพิ่มเป็น 2 แสนราย
นอกจากนี้ ไอ.ซี.ซี. ยังมีแผนที่จะขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ และเพิ่มการใช้จ่ายของลูกค้าให้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันบัตร ฮิส แอนด์ เฮอร์ มียอดสมาชิก 1.8 ล้านราย คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 2 ล้านราย และยอดใช้จ่ายเพิ่มเป็น 2,0003,000 บาทต่อครั้ง
ปัจจุบัน ไอ.ซี.ซี. จะมีสินค้าเป็นแบรนด์แฟชั่น 60 แบรนด์ มีจุดจำหน่าย 7,000 แห่งในห้างสรรพสินค้า และแบบช็อป 260 แห่ง ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งของเรา เพราะสินค้าครอบคลุมกลุ่มลูกค้าตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่
ด้านความเคลื่อนไหวของ ออฟฟิศเมท ปีนี้จะหันมาบุกตลาดออนไลน์มากขึ้น พร้อมตั้งเป้าว่าสิ้นปีนี้จะมีฐานลูกค้าเพิ่มเป็น 2.5 แสนราย จาก 2 แสนราย มียอดใช้จ่ายต่อครั้ง 3,800 บาท และคาดเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% ปีนี้ จากการจับมือกับพันธมิตร เช่นล่าสุดจับมือกับเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เปิดตัว “Scan & Shop with Tops” ให้ลูกค้าช็อปปิ้งผ่านระบบ QR Code และแอพพลิเคชันบนมือถือ พร้อมกับชูจุดเด่นราคาลดสุดขีด (Red Hot) และบริการจัดส่งฟรีถึงบ้านทั่วประเทศ สั่งซื้อขั้นต่ำ 499 บาท
ความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการทุกรายต่างขับเคลื่อนเพื่อชิงเค้กมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท รวมทั้งรองรับยุคดิจิตอลที่ยังคงมาแรงต่อเนื่อง ส่วนใครจะโดนใจลูกค้า ย่อมอยู่ที่สินค้าและการบริการนั่นเอง







