
รัฐหมดหน้าตักร้านถูกใจเหลือแต่ชื่อ
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
ร้านถูกใจ ภายใต้โครงการโชห่วยช่วยชาติ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าจะใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชน มีแนวโน้มที่จะยุติบทบาทในอีกไม่ช้า หลังจากระยะเวลาการดำเนินโครงการจะสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 2556 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งสาเหตุหลักที่ร้านถูกใจอาจต้องปิดฉาก เนื่องจากรัฐบาลไม่มีงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมากถึง 1,320 ล้านบาท
หากย้อนดูความเป็นมาของร้านถูกใจ พบว่าการดำเนินโครงการได้ล้มลุกคลุกคลานมาตั้งแต่เริ่มต้น เริ่มตั้งแต่ที่ ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณ 1,320 ล้านบาท ให้มาดำเนินโครงการร้านถูกใจภายในเดือน มิ.ย. 2555 โดยมีเป้าหมายที่จะรับสมัครผู้ประกอบการมาเข้าร่วมโครงการให้ครบ 1 หมื่นร้านค้า ผลปรากฏว่าสาขาของร้านถูกใจไม่สามารถเปิดได้ตามแผน เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลล่าช้า ทำให้จนถึงเดือน ก.ค. สาขาของร้านถูกใจยังไม่ถึง 1,000 สาขาตามเป้าหมาย และมาทยอยครบ 1 หมื่นสาขาได้สำเร็จจนใกล้จะสิ้นสุดโครงการระยะแรกช่วงเดือน ก.ย. 2555 ก่อนที่จะต่ออายุโครงการอีก 2 ครั้ง คือ สิ้นเดือน ธ.ค. 2555 และสิ้นเดือน มี.ค. 2556
เมื่อย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการ ซึ่งตั้งเป้าลดค่าครองชีพให้ประชาชนด้วยการขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันในราคาต่ำกว่าท้องตลาด 20% กลับพบว่าสินค้าบางชนิด เช่น ผงซักฟอก ยาสระผม สบู่ ยาสีฟัน ที่ขายในร้านถูกใจเปรียบเทียบราคาขายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) มีราคาสูงกว่าสินค้าโปรโมชันในห้างค้าปลีก
สินค้าที่ขายดีจึงมีเพียงกลุ่มที่รัฐบาลให้การอุดหนุน เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ที่รัฐนำข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลมาบรรจุถุงขาย ซึ่งราคาต่ำกว่าท้องตลาดมาก หรือไม่เกินถุงละ (5 กก.) 72 บาท ขณะที่ราคาข้าวในตลาดอยู่ที่ถุงละ 90110 บาท น้ำมันปาล์มบรรจุขวดราคาขายในร้านถูกใจ 3839 บาท/ขวด จากราคาตลาด 42 บาท/ขวด
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ร้านถูกใจสามารถยืนระยะมาได้จนถึงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ มาจากงบประมาณหลักที่รัฐบาลให้การสนับสนุนค่าขนส่ง ดังนั้นการกระจายสินค้าไปยังร้านค้าถูกใจตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการนั้น เท่ากับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมเป็นร้านถูกใจ จะไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว เพราะรัฐบาลได้อุดหนุนให้ทั้งหมด ทั้งค่าขนส่ง ชั้นวางสินค้า ป้ายร้าน และการให้เงินแก่ผู้ประกอบการร้านจ้างลูกจ้างชั่วคราวเพื่อมาช่วยขายสินค้าภายในร้านวันละ 300 บาท
อย่างไรก็ตาม สถานะล่าสุดของร้านถูกใจขณะนี้ พบว่าเหลือร้านค้าอยู่เพียง 6,800 ราย จาก 1 หมื่นราย และได้ปรับลดเงินช่วยเหลือลูกจ้างจาก 300 บาท/วัน เหลือ 200 บาท/วัน เนื่องจากงบประมาณที่นำมาใช้ดำเนินโครงการร้านถูกใจเหลือแค่ 100200 ล้านบาท
งบประมาณที่เหลือน้อยลงทุกที ทำให้กรมการค้าภายในต้องเร่งปรับแผนทั้งแนวคิดที่จะให้ผู้ผลิตสินค้าที่ส่งสินค้าขายร้านถูกใจร่วมกันลงขันจำนวนเงิน 35% จากยอดขายสินค้าผ่านร้านถูกใจ แม้ว่าจะมีรายใหญ่บางรายยอมช่วยเหลือสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว เพื่อต่อลมหายใจให้กับร้านถูกใจอยู่ต่อไปได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกราย แนวทางดังกล่าวจึงเป็นไปได้ยาก
แม้ล่าสุดกับแนวคิดที่จะเจรจากับทางผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกมารับช่วงการดำเนินงานร้านถูกใจต่อจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งแนวทางดังกล่าวอาจมีความเป็นไปได้ หากให้สมาคมทางด้านค้าปลีกค้าส่งมารับช่วงต่อ แต่ก็อาจยืนระยะโครงการร้านถูกใจไม่ได้นานเท่าไหร่ เพราะสินค้าที่จัดส่งไม่สามารถการันตีได้ว่าจะมีราคาต่ำกว่าท้องตลาด 20% ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ดังนั้นร้านถูกใจที่เคยได้ชื่อเป็นแหล่งขายสินค้าราคาถูก จากงบประมาณอุดหนุนของภาครัฐ ก็จะถูกลดความนิยมลงไป เป็นเพียงร้านค้าโชห่วยทั่วๆ ไป
เหลือทิ้งไว้แค่ชื่อแต่ในตำนาน ว่าครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีร้านถูกใจอยู่ในความทรงจำของคนไทยเพียงเท่านั้น







