
คาดปีนี้เอสเอ็มอีส่งออกฉิวเตือนระวังค่าบาทการผลิต
โพสต์ทูเดย์
— คาดส่งออกเอสเอ็มอีปีนี้โต 10% เตือนผู้ประกอบการระวังค่าเงินบาท เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า การส่งออกของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในปี 2553 น่าจะขยายตัวได้ 10% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 1.58 ล้านล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของบริษัทขนาดใหญ่ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดี ยอดคำสั่งซื้อจึงเพิ่มมากขึ้น
สำหรับการส่งออกในช่วงเดือน ม.ค. 2553 มีมูลค่า 1.24 แสนล้านบาท คิดเป็น 27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ขณะที่การนำเข้าสินค้าของเอสเอ็มอี มีมูลค่า 1.48 แสนล้านบาท คิดเป็น 34% ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งไทยยังขาดดุลการค้าอยู่ที่ 2.45 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่สำคัญ 5 ลำดับแรกในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ประกอบด้วย ยางธรรมชาติ มูลค่า 7,447 ล้านบาท ไปรษณียากร อากรแสตมป์ มูลค่า 6,999 บาท ข้าว มูลค่า 6,669 ล้านบาท น้ำตาล มูลค่า 4,366 ล้านบาท และอุปกรณ์เครื่องจักร มูลค่า 3,995 ล้านบาท ส่วนการนำข้าสินค้าสำคัญ 5 ลำดับแรก ได้แก่ ทองคำ มูลค่า 3.22 หมื่นล้านบาท เครื่องประมูลข้อมูลอัตโนมัติ และหน่วยของเครื่องจักร มูลค่า 2,550 ล้านบาท อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับโทรศัพท์ มูลค่า 2,224 ล้านบาท ยารักษาโรคหรือป้องกันโรค 2,031 ล้านบาท และวงจรรวมทางอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 2,016 ล้านบาท
“
การส่งออกเอสเอ็มอีในปีนี้โตได้ 10% ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้ว เพราะการปรับตัวรองรับเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวของผู้ประกอบการต้องค่อยเป็นค่อยไปไม่รีบร้อน เพื่อรักษาขีดความสามารถในตลาดโลกให้ได้” นายยุทธศักดิ์ กล่าวสำหรับปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่าจะส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ส่งออกโดยตรง รวมทั้งผู้ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลักในการผลิตอย่างแน่นอน เนื่องจากต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาขายสินค้าได้ ต่างจากผู้ผลิตรายใหญ่ที่สามารถพิจารณาปรับราคาสินค้าได้ ซึ่งหากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าอยู่ในระดับนี้ในอีก 36 เดือน เอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้นกว่านี้ ตลอดจนคู่แข่งสำคัญอย่างจีน และเวียดนามมีค่าเงินที่อ่อนกว่าเงินบาท จึงได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า ส่วนผู้ประกอบการที่เป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้า (โออีเอ็ม) คงไม่น่าจะมีปัญหา เพราะได้ทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับลูกค้าล่วงหน้าไปแล้วทั้งนี้ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรักษาระดับกำไรไว้ให้สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ เพราะถ้ากำไรลดจะกระทบต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ซึ่งจะเกิดปัญหาต่อเนื่องไป เพราะไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้







