
เลือกกองหุ้นอย่างไรในช่วงนี้
ช่วงนี้หันไปทางไหน มีแต่คนสนใจเล่นหุ้นค่ะ เพราะหุ้นไทยขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี แถมรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นไทยยังทำนิวไฮ
ช่วงนี้หันไปทางไหน มีแต่คนสนใจเล่นหุ้นค่ะ เพราะหุ้นไทยขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี แถมรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นไทยยังทำนิวไฮ
ในรอบ 18 ปีอีกต่างหาก เรียกว่า ถ้าใครลงทุนในหุ้น ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ. 2556 วันที่ SET Index ปิด 1526.74 จุด ก็ได้ผลตอบแทนไป 9.69% แล้วค่ะ ทำให้ช่วงนี้เดินไปทางไหน ก็จะเจอะเจอหลายคนมากที่อยากลงทุนในหุ้น แต่ไม่รู้ว่า จะซื้ออย่างไรดี หรือจะซื้อหุ้นตัวไหนดี หรือบางคนก็กล้าๆ กลัวๆ ว่า ถ้าเข้ามาลงทุนในหุ้นตอนนี้ ทันขบวนรึเปล่า บ้างก็กังวลว่าจะได้อยู่บนที่สูงใกล้ๆ ดอยค่ะ
ถ้าดูจากตัวเลขคาดการณ์ประมาณการเศรษฐกิจ รวมทั้งเงินทุนที่จะไหลเข้ามาจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของหลายประเทศ บรรดานักวิเคราะห์ก็ยังมีมุมมองในเชิงบวกนะคะ ถ้าใครสนใจอยากลองเล่นหุ้น ก็ต้องบอกว่า ปัจจุบันไม่มีกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำค่ะ จะใช้เงินมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นที่เราอยากลงทุนว่า มีราคาอยู่ที่เท่าไหร่ แต่แนะนำว่า ก็ควรมีเงินเก็บเงินเย็นอย่างน้อยสัก 5 หมื่นบาทขึ้นไปนะคะ เพราะการซื้อหุ้นอย่างน้อยต้องซื้อ 100 หุ้น และยังต้องบวกค่าธรรมเนียมซื้อ ค่าธรรมเนียมขายอีกด้วยค่ะ ดังนั้น ถ้าอยากลงทุน แต่ยังมีเงินเก็บไม่มากนัก แถมยังไม่รู้ว่า จะเลือกหุ้นตัวไหนดี ก็แนะนำให้เลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารแห่งทุน (กองทุนหุ้น) มีเงินขั้นต่ำเพียง 5,000 บาทก็สามารถลงทุนในหุ้นได้แล้วค่ะ
ทีนี้จะเลือกกองทุนไหนดี ก็ต้องเลือกให้เหมาะกับเราค่ะ กองทุนหุ้นโดยทั่วไปจะแบ่งสไตล์การบริหารได้ 2 แบบ แบบแรกคือ Active แบบนี้ ผู้จัดการกองทุนเขาต้องพยายามเลือกลงทุนในหุ้นให้ชนะตลาดมากที่สุดค่ะ โดยการเลือกหุ้นก็ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละกองทุนด้วยว่า เน้นหุ้นแบบไหน เช่น หุ้นปันผล หุ้นเติบโตสูง หุ้นเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นต้น ส่วนแบบที่ 2 เรียกว่า Passive อันนี้มุ่งหวังให้ผลตอบแทนเป็นไปตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index นั่นเอง ถ้าเราชอบแบบ Acitve ก็คือ กองทุนหุ้นทั่วไปค่ะ แต่ถ้าชอบ Passive ก็เลือกกองทุนที่มีชื่อ SET 50 SET 100 หรือ SET Index พ่วงท้าย
นอกจากเลือกกองทุนตามสไตล์การบริหารแล้ว เรายังสามารถเลือกตามลักษณะของผลตอบแทนที่จะได้รับซึ่งแบ่งออก 4 แบบหลัก คือ แบบจ่ายเงินปันผล แบบรับซื้อคืนอัตโนมัติ แบบไม่จ่ายเงินปันผล และแบบทริกเกอร์ มาดูกันว่า แต่ละแบบเหมาะกับนักลงทุนประเภทใด
แบบแรก จ่ายเงินปันผล กองทุนที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลจะทำการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเมื่อกองทุนมีกำไรค่ะ จ่ายบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุน เช่น ไม่เกินปีละ 1 ครั้ง ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง หรือไม่เกินปีละ 4 ครั้งเป็นต้นค่ะ ข้อดีของกองทุนประเภทนี้ คือ รู้ช่วงเวลาที่จะได้รับเงินปันผล (ถ้ามี) ที่ชัดเจน เหมาะกับนักลงทุนระยะยาว ไม่ต้องคอยดูจังหวะขาย เมื่อกองทุนมีกำไรในแต่ละงวดบัญชี เขาก็จะจ่ายปันผลออกมาเองค่ะ ข้อเสียคือ เวลานักลงทุนได้รับเงินปันผลจากกองทุนรวม
นักลงทุนต้องเสียภาษี โดยมีทางเลือกจ่ายภาษีได้ 2 วิธี วิธีแรกคือ ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเลยค่ะ เขาจะหักภาษีเราที่ 10% ส่วนวิธีที่ 2 คือไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่วิธีนี้ต้องนำเงินปันผลที่ได้รับมารวมคำนวณเงินได้จ่ายภาษีสิ้นปีปฏิทิน ถ้าปกติฐานภาษีสูง แนะนำว่า เลือกหัก ณ ที่จ่ายดีกว่า ถ้าใครชอบกองทุนหุ้นลักษณะนี้มีจุดสังเกตได้ง่ายๆ ที่ชื่อค่ะ ส่วนใหญ่จะต่อท้ายไว้เลยว่า “ปันผล” หรือดูในหนังสือชี้ชวนก็ได้ ตรงนโยบายจ่ายเงินปันผลค่ะ
แบบที่ 2 คือ แบบรับซื้อคืนอัตโนมัติ แบบนี้คล้ายกับเงินปันผล แต่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบเสียภาษี เมื่อกองทุนมีกำไร แทนที่จะจ่ายเงินปันผลออกมา ก็ใช้เป็นการขายคืนหน่วยลงทุนของเราออกมาค่ะ ข้อดีคือ ผลตอบแทนไม่เสียภาษี และไม่ต้องคอยตามจังหวะซื้อขาย ส่วนข้อเสียคือ ไม่ทราบจังหวะขายคืนอัตโนมัติที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับจังหวะตลาดค่ะ ส่วนแบบที่ 3 คือ แบบไม่จ่ายเงินปันผล และไม่มีการรับซื้อคืนอัตโนมัติด้วย ข้อดีคือ ในช่วงหุ้นขาขึ้น ก็สามารถสะสมกำไรลงทุนต่อไปค่ะ ส่วนข้อเสียคือ ต้องจับจังหวะขายคืนด้วยตนเอง ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้ที่มีเวลาติดตามสถานการณ์ลงทุนค่ะ
ส่วนแบบสุดท้าย หลายคนอาจคุ้นหูกับกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ค่ะ กองทุนนี้มีลักษณะคล้ายแบบที่ 2 คือมีการรับซื้อคืนอัตโนมัติ แต่ต่างกันตรงที่เขากำหนดจุดไว้เลยว่า เมื่อกองทุนได้รับผลตอบแทนตามที่กำหนด หรือเมื่อครบอายุกองทุน ก็จะเลิกกองทุนค่ะ เช่น เมื่อกองทุนได้ผลตอบแทน 10% ก็จะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนทั้งหมด และเลิกกองทุนไป หรือบางทีครบอายุกองทุนก่อนก็เลิกกองทุนค่ะ ข้อดีคือ ไม่ต้องตามจังหวะลงทุน แต่ข้อเสียก็คือ ถ้าหุ้นขึ้นไปต่อ ก็เสียโอกาสทำกำไรในระยะยาวค่ะ
สำหรับการเลือกลงทุนกองทุนหุ้นในช่วงนี้ที่หุ้นขึ้นแรงๆ และยังมีทิศทางบวกอยู่ แนะนำว่า ควรเลือกกองทุนหุ้นที่ลงทุนยาวค่ะ เพื่อให้มีโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น และถ้าชอบรับผลตอบแทนระหว่างทาง ก็สามารถเลือกกองทุนที่จ่ายเงินปันผล หรือกองทุนรับซื้อคืนอัตโนมัติค่ะ ส่วนท่านที่ชอบจับจังหวะเอง แนะนำเลือกกองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผล เพื่อรอจังหวะขายทำกำไร
ทั้งนี้ อย่าลืมตั้งเป้าหมายก่อนการลงทุนนะคะว่า จะขายทำกำไรเมื่อไหร่ และขาดทุนแค่ไหนที่เรารับได้ค่ะ







