posttoday
เลือกกองหุ้นอย่างไรในช่วงนี้

เลือกกองหุ้นอย่างไรในช่วงนี้

20 กุมภาพันธ์ 2556

ช่วงนี้หันไปทางไหน มีแต่คนสนใจเล่นหุ้นค่ะ เพราะหุ้นไทยขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี แถมรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นไทยยังทำนิวไฮ

ช่วงนี้หันไปทางไหน มีแต่คนสนใจเล่นหุ้นค่ะ เพราะหุ้นไทยขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี แถมรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นไทยยังทำนิวไฮ

ในรอบ 18 ปีอีกต่างหาก เรียกว่า ถ้าใครลงทุนในหุ้น ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ. 2556 วันที่ SET Index ปิด 1526.74 จุด ก็ได้ผลตอบแทนไป 9.69% แล้วค่ะ ทำให้ช่วงนี้เดินไปทางไหน ก็จะเจอะเจอหลายคนมากที่อยากลงทุนในหุ้น แต่ไม่รู้ว่า จะซื้ออย่างไรดี หรือจะซื้อหุ้นตัวไหนดี หรือบางคนก็กล้าๆ กลัวๆ ว่า ถ้าเข้ามาลงทุนในหุ้นตอนนี้ ทันขบวนรึเปล่า บ้างก็กังวลว่าจะได้อยู่บนที่สูงใกล้ๆ ดอยค่ะ

ถ้าดูจากตัวเลขคาดการณ์ประมาณการเศรษฐกิจ รวมทั้งเงินทุนที่จะไหลเข้ามาจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของหลายประเทศ บรรดานักวิเคราะห์ก็ยังมีมุมมองในเชิงบวกนะคะ ถ้าใครสนใจอยากลองเล่นหุ้น ก็ต้องบอกว่า ปัจจุบันไม่มีกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำค่ะ จะใช้เงินมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับราคาหุ้นที่เราอยากลงทุนว่า มีราคาอยู่ที่เท่าไหร่ แต่แนะนำว่า ก็ควรมีเงินเก็บเงินเย็นอย่างน้อยสัก 5 หมื่นบาทขึ้นไปนะคะ เพราะการซื้อหุ้นอย่างน้อยต้องซื้อ 100 หุ้น และยังต้องบวกค่าธรรมเนียมซื้อ ค่าธรรมเนียมขายอีกด้วยค่ะ ดังนั้น ถ้าอยากลงทุน แต่ยังมีเงินเก็บไม่มากนัก แถมยังไม่รู้ว่า จะเลือกหุ้นตัวไหนดี ก็แนะนำให้เลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารแห่งทุน (กองทุนหุ้น) มีเงินขั้นต่ำเพียง 5,000 บาทก็สามารถลงทุนในหุ้นได้แล้วค่ะ

ทีนี้จะเลือกกองทุนไหนดี ก็ต้องเลือกให้เหมาะกับเราค่ะ กองทุนหุ้นโดยทั่วไปจะแบ่งสไตล์การบริหารได้ 2 แบบ แบบแรกคือ Active แบบนี้ ผู้จัดการกองทุนเขาต้องพยายามเลือกลงทุนในหุ้นให้ชนะตลาดมากที่สุดค่ะ โดยการเลือกหุ้นก็ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละกองทุนด้วยว่า เน้นหุ้นแบบไหน เช่น หุ้นปันผล หุ้นเติบโตสูง หุ้นเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นต้น ส่วนแบบที่ 2 เรียกว่า Passive อันนี้มุ่งหวังให้ผลตอบแทนเป็นไปตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET Index นั่นเอง ถ้าเราชอบแบบ Acitve ก็คือ กองทุนหุ้นทั่วไปค่ะ แต่ถ้าชอบ Passive ก็เลือกกองทุนที่มีชื่อ SET 50 SET 100 หรือ SET Index พ่วงท้าย

นอกจากเลือกกองทุนตามสไตล์การบริหารแล้ว เรายังสามารถเลือกตามลักษณะของผลตอบแทนที่จะได้รับซึ่งแบ่งออก 4 แบบหลัก คือ แบบจ่ายเงินปันผล แบบรับซื้อคืนอัตโนมัติ แบบไม่จ่ายเงินปันผล และแบบทริกเกอร์ มาดูกันว่า แต่ละแบบเหมาะกับนักลงทุนประเภทใด

แบบแรก จ่ายเงินปันผล กองทุนที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลจะทำการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเมื่อกองทุนมีกำไรค่ะ จ่ายบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุน เช่น ไม่เกินปีละ 1 ครั้ง ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง หรือไม่เกินปีละ 4 ครั้งเป็นต้นค่ะ ข้อดีของกองทุนประเภทนี้ คือ รู้ช่วงเวลาที่จะได้รับเงินปันผล (ถ้ามี) ที่ชัดเจน เหมาะกับนักลงทุนระยะยาว ไม่ต้องคอยดูจังหวะขาย เมื่อกองทุนมีกำไรในแต่ละงวดบัญชี เขาก็จะจ่ายปันผลออกมาเองค่ะ ข้อเสียคือ เวลานักลงทุนได้รับเงินปันผลจากกองทุนรวม

นักลงทุนต้องเสียภาษี โดยมีทางเลือกจ่ายภาษีได้ 2 วิธี วิธีแรกคือ ให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเลยค่ะ เขาจะหักภาษีเราที่ 10% ส่วนวิธีที่ 2 คือไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่วิธีนี้ต้องนำเงินปันผลที่ได้รับมารวมคำนวณเงินได้จ่ายภาษีสิ้นปีปฏิทิน ถ้าปกติฐานภาษีสูง แนะนำว่า เลือกหัก ณ ที่จ่ายดีกว่า ถ้าใครชอบกองทุนหุ้นลักษณะนี้มีจุดสังเกตได้ง่ายๆ ที่ชื่อค่ะ ส่วนใหญ่จะต่อท้ายไว้เลยว่า “ปันผล” หรือดูในหนังสือชี้ชวนก็ได้ ตรงนโยบายจ่ายเงินปันผลค่ะ

แบบที่ 2 คือ แบบรับซื้อคืนอัตโนมัติ แบบนี้คล้ายกับเงินปันผล แต่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบเสียภาษี เมื่อกองทุนมีกำไร แทนที่จะจ่ายเงินปันผลออกมา ก็ใช้เป็นการขายคืนหน่วยลงทุนของเราออกมาค่ะ ข้อดีคือ ผลตอบแทนไม่เสียภาษี และไม่ต้องคอยตามจังหวะซื้อขาย ส่วนข้อเสียคือ ไม่ทราบจังหวะขายคืนอัตโนมัติที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับจังหวะตลาดค่ะ ส่วนแบบที่ 3 คือ แบบไม่จ่ายเงินปันผล และไม่มีการรับซื้อคืนอัตโนมัติด้วย ข้อดีคือ ในช่วงหุ้นขาขึ้น ก็สามารถสะสมกำไรลงทุนต่อไปค่ะ ส่วนข้อเสียคือ ต้องจับจังหวะขายคืนด้วยตนเอง ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้ที่มีเวลาติดตามสถานการณ์ลงทุนค่ะ

ส่วนแบบสุดท้าย หลายคนอาจคุ้นหูกับกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ค่ะ กองทุนนี้มีลักษณะคล้ายแบบที่ 2 คือมีการรับซื้อคืนอัตโนมัติ แต่ต่างกันตรงที่เขากำหนดจุดไว้เลยว่า เมื่อกองทุนได้รับผลตอบแทนตามที่กำหนด หรือเมื่อครบอายุกองทุน ก็จะเลิกกองทุนค่ะ เช่น เมื่อกองทุนได้ผลตอบแทน 10% ก็จะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนทั้งหมด และเลิกกองทุนไป หรือบางทีครบอายุกองทุนก่อนก็เลิกกองทุนค่ะ ข้อดีคือ ไม่ต้องตามจังหวะลงทุน แต่ข้อเสียก็คือ ถ้าหุ้นขึ้นไปต่อ ก็เสียโอกาสทำกำไรในระยะยาวค่ะ

สำหรับการเลือกลงทุนกองทุนหุ้นในช่วงนี้ที่หุ้นขึ้นแรงๆ และยังมีทิศทางบวกอยู่ แนะนำว่า ควรเลือกกองทุนหุ้นที่ลงทุนยาวค่ะ เพื่อให้มีโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น และถ้าชอบรับผลตอบแทนระหว่างทาง ก็สามารถเลือกกองทุนที่จ่ายเงินปันผล หรือกองทุนรับซื้อคืนอัตโนมัติค่ะ ส่วนท่านที่ชอบจับจังหวะเอง แนะนำเลือกกองทุนที่ไม่จ่ายเงินปันผล เพื่อรอจังหวะขายทำกำไร

ทั้งนี้ อย่าลืมตั้งเป้าหมายก่อนการลงทุนนะคะว่า จะขายทำกำไรเมื่อไหร่ และขาดทุนแค่ไหนที่เรารับได้ค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท