
ธปท.ลังเลขึ้นเงินดาวน์บ้าน
ธปท.ชี้สัญญาณฟองสบู่ไม่ชัด ลั่นยังไม่ขยับเกณฑ์คุม LTV จากปัจจุบันที่ 5-10% ขอดูต่ออีกระยะก่อนตัดสินใจ
ธปท.ชี้สัญญาณฟองสบู่ไม่ชัด ลั่นยังไม่ขยับเกณฑ์คุม LTV จากปัจจุบันที่ 5-10% ขอดูต่ออีกระยะก่อนตัดสินใจ
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องดูแลเกณฑ์อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) หรือ เพิ่มเงินดาวน์ เพราะปัญหาฟองสบู่ที่ติดตามดูอยู่ในขณะนี้ จริงๆ ยังไม่มีใครบ่งชี้ได้ชัดเจน เพราะบางคนบอกว่าเกิดจากความต้องการของตลาด (ดีมานด์) ที่เพิ่มขึ้น หรือบางฝ่ายก็บอกเกิดจากฝั่งผู้ประกอบการสร้างปริมาณที่อยู่อาศัยมากเกินไป (โอเวอร์ซับไพรม์) ฉะนั้น ธปท.ในฐานะผู้ดูแลต้องดูให้ชัดเจนก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะพิจารณาดำเนินการใดๆ อย่างน้อยๆ ควรรู้ว่าเกิดจากดีมานด์หรือโอเวอร์ซับไพรม์
“ถ้าปัญหายังไม่ชัด ผู้กำกับอย่าง ธปท.ก็ไม่ควรต้องดูให้ดีก่อน เพราะถ้าเกิดปัญหาฝั่งซับไพรม์ก็ต้องดูว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งถ้ามีปัญหาจากฝั่งนี้เวลามีสัญญาณอะไร ธปท.ก็ต้องคุยกับผู้ประกอบการก่อน หรือถ้าเกิดฟองสบู่จากดีมานด์ก็ต้องดูแล LTV เพื่อให้การซื้อขายชะลอลง แต่ก็ต้องดูด้วยว่าจะกระทบกับผู้บริโภคอย่างไร มันเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน ธปท.ยังต้องติดตามดูต่อไป ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณปัญหาสะสมที่เพียงพอ คิดว่าต้องติดตามไปถึงประมาณกลางปีนี้น่าจะพอดูออกว่ามีสัญญาณอะไรหรือไม่” นายเกริก กล่าว
นายเกริก กล่าวว่า การที่มีคนออกมาเตือนเรื่องฟองสบู่ถือเป็นเรื่องที่ดี ซึ่ง ธปท.ก็ดูแลอยู่ อย่างไรก็ดีการที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์บางทีอาจจะมาจากความต้องการที่แท้จริง (เรียลดีมานด์) ก็ได้ เพราะคนที่มาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ผลตอบแทนประมาณ 4-6% สูงกว่าผลตอบแทนเงินฝากที่เฉลี่ยอยู่ที่ 2.5% และอีกอย่างราคาขายในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 10% แต่ในความเป็นจริงที่อยู่อาศัยแต่ละประเภทก็ราคาปรับขึ้นไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตามเท่าที่ติดตามดูข้อมูลในขณะนี้ยังไม่มีปัญหา จึงต้องติดตามรอดูความชัดเจนก่อนค่อยตัดสินใจ
ทั้งนี้ การเกิดฟองสบู่จะเกิด 2 แบบ คือ 1.ฟองสบู่ที่เกิดจากการปั่นราคาให้สูงขึ้น ซึ่งถ้าฟองสบู่แตกราคามันก็จะตกลง และ 2.ฟองสบู่จากโอเวอร์ซับไพรม์ ซึ่งด้านนี้จะสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดีการออก LTV มาดูแลไม่ควรทำในช่วงที่มันมีปัญหาแล้วเพราะมันจะไม่ได้ผล ควรทำไว้ก่อน ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ก็ออกเกณฑ์คุมไว้ก่อนเพื่อปูทางสำหรับวางเครื่องมือไว้สำหรับการแก้ปัญหา แต่ในที่สุดการมีเกณฑ์ LTV มันก็ไม่ได้ผลให้เกิดการชะลอการซื้อขายมากนัก
“การปรับเพิ่ม LTV จริงๆ ก็ช่วยอะไรได้ไม่มากนัก และการออกมาตรการขยับเพิ่ม LTV ก็ไม่ควรใช้ยาแรง เพราะถ้าเปรียบเทียบกับคนไข้ ถ้าใช้ยาแรงเกินไปคนไข้อาจจะตายได้” เกริก กล่าว
รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายลงจะทำให้เงินฝากน้อยลงหรือไม่นั้น มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันก็ไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ อีกอย่างเศรษฐกิจขยายตัวดี ปีที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) สูงถึง 6.4% จึงเป็นธรรมดาที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะดี จึงไม่ง่ายที่จะไปลดดีมานด์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ อีกอย่างการลดดอกบี้ยนโยบายจะมีผลต่อดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ต้องใช้เวลา







