posttoday
อีกเรื่อง War Room

อีกเรื่อง War Room

19 กุมภาพันธ์ 2556

ต้องถามตัวเองกันในนาทีนี้ว่า ขอให้องค์กรท่านจัดเวลาสักระยะหนึ่งเพื่อทำงานรับมือกับความเสี่ยงในภาวะไม่ปกติ โดยให้ทุกหน่วยร่วมกันประชุมเพื่อพิจารณากันว่าหน่วยงานของเขามีความเสี่ยงแต่ละเรื่องในระดับใด ให้กากบาทลงไปในแถบสีในแต่ละหัวข้อไว้ในสีขาว เหลือง ส้ม แดง แล้วส่งสรุปรายงานขั้นสุดท้ายมายังฝ่ายบริหารระดับสูง เพื่อกำหนดรายละเอียดในเรื่อง คนรับผิดชอบ วัสดุอุปกรณ์ เวลา การฝึกซ้อม และงบประมาณประจำปี ฯลฯ

ต้องถามตัวเองกันในนาทีนี้ว่า ขอให้องค์กรท่านจัดเวลาสักระยะหนึ่งเพื่อทำงานรับมือกับความเสี่ยงในภาวะไม่ปกติ โดยให้ทุกหน่วยร่วมกันประชุมเพื่อพิจารณากันว่าหน่วยงานของเขามีความเสี่ยงแต่ละเรื่องในระดับใด ให้กากบาทลงไปในแถบสีในแต่ละหัวข้อไว้ในสีขาว เหลือง ส้ม แดง แล้วส่งสรุปรายงานขั้นสุดท้ายมายังฝ่ายบริหารระดับสูง เพื่อกำหนดรายละเอียดในเรื่อง คนรับผิดชอบ วัสดุอุปกรณ์ เวลา การฝึกซ้อม และงบประมาณประจำปี ฯลฯ

เราอาจนึกว่าแค่นั้นพอ แต่ความจริงแล้วไม่พอค่ะ หรืออาจจะพอสำหรับองค์กรขนาดเล็ก แต่องค์กรที่มีความเสี่ยงมากๆ ต้องนึกถึงการรับมือและหาทางออกกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในระดับซับซ้อน และควรมีงบประมาณรองรับในเรื่องของ War Room ไว้ด้วย

ขณะนี้องค์กรทั่วๆ ไปไม่ได้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้เท่าใด เพราะยังเชื่อว่า

"สักร้อยปีจึงจะมีอุกาบาตหนักขนาด 10 ตัน ลอยแหวกบรรยากาศลงมาชนโลกสักครั้ง... มันคงไม่มาหล่นลงมาตอนที่เราเป็นผู้บริหารหรอกน่า 5 5 5"

ว่าแล้วก็ชวนดวด Cabernet Sauvignon ยามเย็นกันต่อไป...

เอาเงิน เอาสมอง เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า จัดให้มี จ.ป. อยู่ตามตึกทุกชั้น เอาหมวกกันอุบัติเหตุและเอาผังคนรับผิดชอบไปติดผนังให้คนเห็นที่หน้าลิฟท์ก็พอแล้ว จะเอาอะไรกันนักกันหนา... วุ้ย

เหตุการณ์จริงในภาวะวิกฤตที่จะเกิดขึ้นแต่ละกรณีจะไม่เหมือนกัน ในขั้นตอนหลักๆ เป็นแนวทาง และทำให้เราเกิดความพร้อมในการเผชิญกับมันเท่านั้น แต่ในขั้นตอนปฏิบัติการของแต่ละเรื่องจะแตกต่างไปตามเนื้อหา สภาพเหตุการณ์ เวลา และพื้นที่ที่เกิดเหตุ

จึงขอแนะนำว่าการที่หน่วยงานอื่นจะรับลูกต่อจาก War Room ไปทำให้ได้ผลดี แล้วไม่ให้ใครมาด่าตามหลังได้นั้น ต้องตั้งคณะทำงานให้พนักงานช่วยกันศึกษาทั้งเรื่องวิกฤติที่เคยเกิดขึ้นในมุมกว้างและทั้งเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นในมุมกว้างเช่นกัน

อย่าทำแบบแก้บน... ไปให้ตั้งให้คนไปหลบๆ ทำกันอยู่เพียงแค่ 4-5 คน แล้วเขียนไปซุกไว้ที่ตรงไหนของบริษัทสักแห่งหนึ่ง... เวลาหาก็หาไม่เจอ

นโยบายและการสื่อสารจาก War Room ในเรื่องที่เกี่ยวกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นต้องชัดเจน ทำให้เป็นเรื่องที่ให้ทุกคนสัมผัส และทุกคนต้องรู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว

ผู้เขียนเคยนำกรณีน้ำมันของเรือ Exxon Valdez รั่วที่ Prince William Sound เมื่อปี ค.ศ. 1989 น้ำมันดิบ 10 ล้านแกลลอน สร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศชายฝั่ง Alaska ยับเยิน กำลังคิดว่าจะนำเรื่องนี้ไปสอนนักศึกษาระดับปริญญาโทด้วย การจัดการแก้ปัญหาจาก War Room ของ Exxon แม้จะมีเสียงสวดจากสาธารณชนมากในตอนแรก แต่ในแง่ของคนทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่องนี้ถือว่า Exxon ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

เมื่อผู้เขียนได้นำกรณีเรือบริษัท Exxon Valdez รั่ว ไปเปรียบเทียบกับกรณีการจัดการของ War Room ของ BP ในการปิดท่อน้ำมันแตกใต้แท่นเจาะที่นอกฝั่งอ่าวเม็กซิโก เมื่อปี ค.ศ. 2010 ทำให้รั่วนานกว่า 3 เดือน กว่า BP จะจัดการได้ เรารู้ว่าในทางเทคนิคไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทำไมตั้งแต่ต้นจนจบมันถึงถูกสวดยับ ทั้งๆ ที่ปริมาณน้ำมันดิบของแท่นเจาะ BP ที่รั่วออกมานั้น เพียงแค่ 1 ใน 3 ของน้ำมันที่รั่วออกมาจากเรือ Exxon Valdez

เรื่องนี้ไม่ยาวมากนักและไม่ซับซ้อนหรอกค่ะ เมื่อเข้าไปศึกษาในแต่ละแง่มุม จะเห็นได้ชัดว่า War Room ระหว่าง 2 องค์กรนี้เขาทำงานกันอย่างไร... ความจริงแล้วผู้เขียนได้แยกเรื่องนี้มาศึกษาได้หลายประเด็น แต่ก็รู้อยู่อย่างหนึ่งว่าการแก้ไขทุกอย่างออกมาดีหรือไม่ดีเป็นผลเนื่องมาจากการประชุมของผู้บริหารระดับที่นั่งอยู่ใน War Room เพื่อเข้าต่อสู้แก้ไขกับสถานการณ์

งานนี้ต้องเรียกว่าผิดหรือถูกมันมาตั้งแต่ระดับการกำหนดนโยบายจาก War Room ในครั้งแรกเริ่มรับไปเต็มๆ เมื่อข่าวสารแรกจาก BP ที่ออกมาสู่สาธารณชนรับรู้คือ... “ไม่มีน้ำมันรั่วออกมา”

War Room ใดๆ ตัดสินใจเปรี้ยงออกไปครั้งแรก อาจจะผิดหรือถูกก็ได้ ถ้าตัดสินใจถูกตั้งแต่ต้นก็จะง่ายม้วนเดียวจบ แต่ถ้าผิดแล้วก็ต้องรีบปรับให้ถูก ถ้าไม่ปรับให้ถูก หรือยังดื้อดึงเดินหน้าก็จะผิดยาวไปเรื่อยๆ และต้องชัดเจนต่อสาธารณะด้วย

การที่ War Room ปรับแผนกันชั่วโมงต่อชั่วโมงนั่นเป็นเรื่องปรกติ แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องตั้งเจตนคติหรือนโยบายของคนที่อยู่ใน War Room ให้เปิดทางให้ตัวเองทำงานง่ายสักหน่อย ถ้าโกหกแล้วจะกลายเป็นวัวพันหลัก จากนั้นก็ยุ่งเป็นลิงแก้แห

ขอย้ำว่าเรื่องทิศทางหรือนโยบายในการทำงานนั้นสำคัญมากๆ ค่ะ สำคัญยังไม่พอ การสื่อสารและการทำงานของ BP แทบไม่ต่างกับกรณีการทำงานเรื่องการสื่อสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ระเบิดของเตาปฏิกรณ์ปรมาณูหมายเลข 4 ของโรงไฟฟ้า Chernobyl ที่ Ukrain เมื่อเดือน เม.ย. 1986

BP และ Chernobyl ทั้งคู่พลาดตั้งแต่เปิดฉาก

ขณะที่ Chernobyl นั้น โรงงานไฟฟ้าระเบิดไป 1 วันแล้ว แต่ Gorbachev ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีโซเวียตขณะนั้น ยังถูกปิดข่าวไม่ให้รู้เรื่อง และทุกอย่างเงียบกริบในสไตล์โซเวียต Gorbachev รู้ข่าวโรงไฟฟ้า Chernobyl ระเบิด เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศ Sweden ดักจับปริมาณรังสีได้ และบอกว่า...รู้ว่าเกิดเรื่องไม่ปกติขึ้นในสหภาพโซเวียต และยังกล่อมคนรัสเซียว่า “Yes it is unpleasant, but there is no danger.”

งานนี้แหละค่ะที่ Gorbachev ต้องหันมาให้คนโซเวียตตั้งต้นกันใหม่ แล้วเกิดนโยบาย Glasnost & Peresroika คือ การทำอะไรที่ตรงไปตรงมาและเปิดเผย และจัดการรื้อระบบการทำงานขึ้นในสหภาพโซเวียตใหม่หมด จนกลายเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายไปในที่สุด

ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ...เขาเรียกพลาดมาตั้งแต่ใน War Room แล้ว เห็นไหมคะว่า... องค์กรจะเป็นลูกผีลูกคนก็มาจาก War Room n

(อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ