
เจาะตลาดเกษตรอินทรีย์ขยายฐานผู้บริโภค
โดย...จันทร์จิรา พึ่งวิริยะ
โดย...จันทร์จิรา พึ่งวิริยะ
ยังคงเป็นธุรกิจที่รักษาอัตราการเติบโตค่อนข้างเสมอต้นเสมอปลายเฉลี่ยปีละ 10% สำหรับธุรกิจเกษตรอินทรีย์ หรือเกษตรปลอดสารพิษในบ้านเรา ไม่ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะตกอยู่ในภาวะเช่นไรก็ตาม
สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนของเกษตรอินทรีย์ในไทยขณะนี้ มีความมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ นันทวัลย์ ศกุนตนาค รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้เข้ามาสานงานต่อเพื่อผลักดันและช่วยพัฒนาตลาด ยืนยัน กระแสความนิยมสินค้าเพื่อสุขภาพในประเทศไทยยังเดินหน้าได้เรื่อยๆ แม้จะไม่ได้เติบโตอย่างหวือหวา หากเทียบกับสินค้ากลุ่มอื่น แต่ก็มีทิศทางที่สดใส
ปีนี้ กระทรวงพาณิชย์จึงตั้งเป้าหมายเพิ่มการขยายตลาดรองรับสินค้ากลุ่มนี้ให้มากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยภาคการค้าตลาดในประเทศจะเน้นส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้สินค้าสามารถทำตลาดได้หลายทางกว่าที่เป็นอยู่
ขณะเดียวกันก็จะช่วยสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจอินทรีย์ให้เข้มแข็ง ไม่จำเพาะต้องเป็นแค่เรื่องพืชเพียงอย่างเดียว โดยจัดกิจกรรมพาไปเยี่ยมชมแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย และแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์แบบยั่งยืน เพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคทั้งลูกค้ากลุ่มเก่า และผู้บริโภคหน้าใหม่ที่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ
ประเดิมกิจกรรมแรกของปี 2556 กระทรวงพาณิชย์ ได้จับมือกับโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ เปิดให้ผู้สนใจเยี่ยมชมธุรกิจอินทรีย์ครบวงจร ทั้งการท่องเที่ยว การผลิต และการจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ ซึ่งในอนาคตสามพราน ริเวอร์ไซด์ ตั้งเป้าหมายจะเป็นแกนนำในด้านธุรกิจอินทรีย์ของ อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีการเปิดตลาดสุขใจเป็นแหล่งรองรับผลิตภัณฑ์อินทรีย์ทั้งหมด ทั้งสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูปต่างๆ เป็นต้น
ในส่วนจังหวัดอื่นๆ เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดแต่ละจังหวัดจะเข้าไปช่วยสนับสนุนในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการทำตลาด ตลอดจนเดินสายจัดตลาดนัดสีเขียวไปตามภูมิภาค
ขณะที่ในกรุงเทพฯ จะมีการจัด Organic Pavilion ในงาน ThaifexWorld of Food Asia และงาน Organic & Natural Expo 2013 ระหว่างวันที่ 9-12 พ.ค. 2556 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นเวทีในการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์
นอกจากการกระตุ้นตลาดภายในประเทศแล้ว รองปลัดฯ นันทวัลย์ กล่าวว่า จะพยายามผลักดันตลาดส่งออกสินค้าอินทรีย์ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่จะมีการจัดกิจกรรมในต่างประเทศเป็นประจำทุกปี ปีละหลายกิจกรรม เป็นช่องทางสำคัญที่จะช่วยเผยแพร่สินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น
“อยากให้ผู้ประกอบการ กลุ่มผู้ค้า กลุ่มผู้ผลิต เกษตรกรรวมตัวกัน เชื่อมโยงเครือข่ายถึงกัน จะทำให้ง่ายต่อภาครัฐในการเข้าไปประสานงานช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการจัดงบประมาณเข้าไปฝึกอบรมต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้แต่ละกลุ่ม ถ้ารวมตัวกันชัดเจนก็จะทำให้การจัดกิจกรรมทำได้ตรงประเด็น ถูกความต้องการของแต่ละกลุ่มที่จะมีความต้องการแตกต่างกันไป”
ปัจจุบันเรายังส่งออกสินค้าประเภทดังกล่าวได้เพียง 135 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าตลาดรวมของโลกอยู่ที่ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
“คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ไทยมีส่วนแบ่งแค่ 1% ในตลาดโลกเท่านั้น จึงต้องหาโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งให้มากขึ้น เพราะยิ่งผลักดันให้ธุรกิจโตได้มากเท่านั้น จะยิ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพผู้บริโภค ที่สำคัญสุขภาพของสิ่งแวดล้อมโลกก็จะพลอยดีตามไปด้วย” รองปลัดฯ นันทวัลย์ ทิ้งท้าย







