
ดร.สาโรช สร้างชื่อสมุนไพรไทยสู่เวทีโลก
กว่า 23 ปีแล้วที่ผลิตภัณฑ์ความงามสัญชาติไทย แบรนด์ “ดร.สาโรช” ออกมาโลดแล่นในวงการความงามไทยผ่านช่องทางขายตรงเครือข่าย MLM รูปแบบขั้นบันได ที่ ณ วันนี้มีสมาชิกร่วมธุรกิจแล้วกว่า 1 แสนราย และมีสมาชิกที่ร่วมดำเนินธุรกิจกว่า 7 หมื่นราย
กว่า 23 ปีแล้วที่ผลิตภัณฑ์ความงามสัญชาติไทย แบรนด์ “ดร.สาโรช” ออกมาโลดแล่นในวงการความงามไทยผ่านช่องทางขายตรงเครือข่าย MLM รูปแบบขั้นบันได ที่ ณ วันนี้มีสมาชิกร่วมธุรกิจแล้วกว่า 1 แสนราย และมีสมาชิกที่ร่วมดำเนินธุรกิจกว่า 7 หมื่นราย
จากการเติบโตดังกล่าว จึงน่าศึกษาถึงแนวทางธุรกิจของผู้บุกเบิกธุรกิจ ดร.สาโรช ธีรศิลป กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ดร.สาโรช ที่ทำให้สมุนไพรไทยมีชื่อเสียงในตลาดความงาม
ดร.สาโรธ กล่าวว่า ได้ศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และสมุนไพรไทย จึงนำความรู้ดังกล่าวมาใช้และผลิตสินค้าความงาม ซึ่งสมุนไพรไทยมีคุณสมบัติที่ดี ผลิตออกมาแล้วจึงเป็นที่ยอมรับจากการซื้อใช้ซ้ำ และการบอกต่อโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่อายุระหว่าง 3050 ปี ที่ถือว่าเป็นฐานสมาชิกใหญ่ของบริษัท แต่จากการแข่งขันของธุรกิจขายตรงที่ค่อนข้างรุนแรง จึงทำให้ต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ นับแต่ต้นปีบริษัทได้นำกิจกรรมการตลาดในรูปแบบโปรโมชัน โบนัส เช่น ให้เงินรางวัลเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการขาย และการให้โบนัสในรูปแบบการพาท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกเร่งสร้างทีมงานให้เข้มแข็งและมียอดขายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ยอดขายน่าจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% ขณะเดียวกันจะทำให้สมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 20%
“แผนธุรกิจเราพัฒนารูปแบบขั้นบันไดให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการขายสินค้าที่มีคุณภาพที่ทำให้เกิดการซื้อซ้ำ โดยได้เพิ่มงบลงทุนกว่า 2 ล้านบาท ในการจัดกิจกรรมการตลาดรูปแบบโปรโมชัน โบนัส ซึ่งสมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.23% ตามลำดับของผลตอบแทนที่เคยได้” ดร.สาโรช กล่าว
พร้อมกันนี้ได้มีการปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อรองรับกับการเปิดประชาเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะเกิดขึ้นในปลายปี 2558 เริ่มจากแพ็กเกจจิง หรือตัวผลิตภัณฑ์ของสินค้า ที่จะต้องสื่อสารให้เป็นอินเตอร์มากขึ้น โดยใช้ภาษาอังกฤษ รวมถึงภาษาไทยและภาษามลายู
ขณะเดียวกันได้เริ่มทำโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าแล้วในประเทศลาว เพราะถือว่าสามารถสื่อสารกับคนไทยได้โดยง่ายและมีแผนบุกตลาดในกัมพูชาและพม่า รวมไปถึงการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งการเปิดตลาดในต่างประเทศนั้น บริษัทไม่ได้กำหนดว่าจะต้องดำเนินธุรกิจในรูปแบบขายตรง สามารถดำเนินการได้ในรูปแบบค้าปลีก และในแต่ละประเทศนั้นมีแผนจะแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการประเทศละ 1 ราย
สำหรับในปีนี้ บริษัทจะใช้งบประมาณในการปรับปรุงเครื่องจักรอีกไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการทยอยย้ายเครื่องจักรขึ้นไปอยู่บริเวณชั้น 2 ของอาคาร ซึ่งตั้งอยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา บนเนื้อที่ 120 ไร่ แต่จะไม่ย้ายไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแห่งอื่น หลังจากเมื่อปลายปี 2554 ต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งครั้งนั้นได้รับความเสียหายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
ดร.สาโรช มองว่าภาพรวมธุรกิจขายตรงเริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังมีธุรกิจแอบแฝงที่สร้างความเสียหาย อย่างแผนการตลาดแบบไบนารีและแชร์ลูกโซ่ที่เน้นแต่แผนการตลาด แต่ไม่ได้เน้นที่ตัวสินค้า เปิดตัวเพียงระยะเวลาสั้นๆ 3-4 ปีก็ต้องปิดตัว ต่างจากแผนการตลาดแบบขั้นบันได เป็นแผนธุรกิจที่ไม่หวือหวาแต่สร้างรายได้ในระยะยาว
“ปัจจุบันบริษัทขายตรงไทยมีกว่า 800 บริษัท มีมากถึง 70-80% ที่มีแผนธุรกิจแบบไบนารี และไม่เน้นการขายสินค้าอยู่ในวงจรธุรกิจ 4-6 ปีแล้วก็ปิดตัวไป แล้วก็มาเปิดบริษัทใหม่ แต่เชื่อว่าเมื่อผู้บริโภคมีความรู้ในธุรกิจเครือข่าย การพิจารณาเลือกบริษัทที่จะร่วมลงทุน ควรจะต้องเลือกจากสินค้าที่ดีและแผนการตลาดที่ดีและสร้างรายได้ในระยะยาว” ดร.สาโรช กล่าวทิ้งท้าย







