
กางยุทธศาสตร์ไอซทีไทยพร้อมหรือยัง?
โดย...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ
โดย...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่มีการตื่นตัวและเตรียมความพร้อมสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
เห็นได้ชัดเจนจากการที่กระทรวงไอซีทีได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ไอซีทีอาเซียน (ไอซีที อาเซียน มาสเตอร์แพลน) เพื่อวางกรอบให้หน่วยงานหลักในสังกัดมีเป้าหมายและรู้จักพัฒนาตัวเองให้รองรับกับการเปิดเออีซีในปี 2558 ได้ทัน
แผนดังกล่าว นอกจากมีกระทรวงไอซีทีเป็นเจ้าภาพหลักแล้ว จะดำเนินการผ่าน3 องค์การมหาชน คือ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.)
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่าสิ่งที่ควรจะเริ่มต้นเป็นอันดับแรก คือ ความพร้อมของบุคลากรในอุตสาหกรรม ที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรภาครัฐที่ต้องรู้จักตื่นตัวและเตรียมความพร้อมมากขึ้น ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลและบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง
ปัจจุบันระบบประมวลผลขนาดใหญ่ หรือจีคลาวด์ (Government Cloud) ที่ทางไอซีทีพยายามผลักดันให้เกิดการใช้งานร่วมกันของหน่วยงานรัฐ รวมไปถึงเครือข่ายข้อมูลภาครัฐ (Government Information Network) ที่จะเป็นการใช้เครือข่ายใหญ่จากจุดเดียว ไม่จำเป็นต้องแยกเป็นแต่ละหน่วยงานหรือกระทรวงอย่างที่ผ่านมาอีก เพื่อลดความซ้ำซ้อนด้านการลงทุนและช่วยประหยัดงบประมาณได้ในระดับหลักพันล้านบาท
ไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) กล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการเตรียมพร้อมสู่เออีซี คือ การพัฒนาบุคลากรทั้งทางทักษะด้านวิชาชีพและภาษา เช่น สถาบันมาตรฐานวิชาชีพไอซีที เพื่อฝึกฝนบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด ภาครัฐต้องใส่ใจจริงจัง เพราะหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยแข่งขันในตลาดอาเซียนได้
สำหรับการดำเนินงานของซิป้าได้สนับสนุนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบการแปลภาษา เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในเรื่องของการแปลข้อมูลต่างๆ ให้รวดเร็วมากขึ้น รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมกับหน่วยงานในสังกัดไอซีทีที่จะระดมสมองและกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าสู่เออีซีให้ได้มากที่สุด ไม่เพียงแต่การเตรียมความพร้อมบุคลากรเท่านั้น
ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสรอ. กล่าวว่า สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Law) ที่รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพราะจะทำให้ไทยมีมาตรฐานสากลในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยระบบข้อมูล เนื่องจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตและข้อมูลออนไลน์จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นจึงต้องมีกฎหมายที่ช่วยให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะไม่ถูกโจรกรรมข้อมูล รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้นวัตกรรมและซอฟต์แวร์ไทยได้รับการคุ้มครองหากไปเปิดตลาดอาเซียน
นอกจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขณะนี้ทาง สรอ.ได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น สมาคมซีไอโอ 16 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จัดตั้งกลุ่มพันธมิตรระบบความปลอดภัยบนระบบประมวลผลขนาดใหญ่ (คลาวด์) ให้กับประเทศไทยและกลุ่มอาเซียน เพื่อจัดทำร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยบนคลาวด์ โดยเฉพาะการสร้างและพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมในเรื่องของคลาวด์มากที่สุด ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางคลาวด์ของอาเซียน
อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่มีกฎหมายเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง ทำให้การทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ถูกมองว่าไม่ใช่ช่องทางที่ปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซไม่เติบโตในประเทศไทยเท่าที่ควร ทั้งที่เป็นตลาดขนาดใหญ่และทำให้ไทยต้องเสียโอกาสให้กับต่างประเทศ







