
แอลพีจีถมหนี้กองทุนน้ำมัน
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นเครื่องมือสำคัญของภาครัฐในการดูแลรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาน้ำมัน แต่ที่ผ่านมากลับต้องไปชดเชยราคาและการนำเข้าแอลพีจีเป็นส่วนใหญ่ และมีรายจ่ายเฉลี่ยเดือนละ 3,000-4,000 ล้านบาท สถานะกองทุนน้ำมันฯ จึงติดลบมาโดยตลอด
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นเครื่องมือสำคัญของภาครัฐในการดูแลรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาน้ำมัน แต่ที่ผ่านมากลับต้องไปชดเชยราคาและการนำเข้าแอลพีจีเป็นส่วนใหญ่ และมีรายจ่ายเฉลี่ยเดือนละ 3,000-4,000 ล้านบาท สถานะกองทุนน้ำมันฯ จึงติดลบมาโดยตลอด
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ มีทรัพย์สินอยู่ที่ 4,960 ล้านบาท มีหนี้สินอยู่ 2.01 หมื่นล้านบาท ติดลบสุทธิ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากอัตราการจัดเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากน้ำมันเบนซินและดีเซล
มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ให้ปรับโครงสร้างอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ใหม่ โดยปัจจัยสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1.นโยบายยกเลิกการจำหน่ายเบนซิน 91 ทำให้รายรับจากการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลดลงไปวันละ 62.6 ล้านบาท จากการจัดเก็บอยู่ในอัตรา 7.2 บาท/ลิตร 2.ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นกดดันให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาดีเซล ซึ่งรัฐบาลประกาศชัดเจนจะตรึงราคาไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท
กบง. ปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ ของดีเซลลงจาก 80 สต./ลิตร เหลือ 30 สต./ลิตร ส่วนน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ให้ปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บอีก 50 สต./ลิตร เพื่อสะสมเป็นรายได้และลดรายจ่ายลงสำหรับชนิดน้ำมันที่ยังต้องชดเชยราคาให้ในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ อี 20 และ อี 85 แต่ผลของการปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ไม่ได้ทำให้ภาระของกองทุนลดลง เพราะยังติดลบอยู่วันละ 49.26 ล้านบาท จากเดิมวันละ 33.1 ล้านบาท เพราะการจัดเก็บเงินจากดีเซลลดลงทำให้รายได้หลักหายไป
การยืดระยะเวลาปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ออกไป จึงทำให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องอยู่ในภาวะติดลบต่อไปอีก







