
7 เทคนิคที่เอสเอ็มอีต้องใช้เพื่อการเติบโต
เมื่อธุรกิจดำเนินกิจการมาแล้วระยะหนึ่ง หากสามารถดำเนินกิจการพร้อมสร้างผลตอบแทนอย่างงามให้กับธุรกิจได้ ย่อมส่งผลให้ธุรกิจเติบโต และหากธุรกิจมีแนวทางเพื่อเตรียมพร้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม
เมื่อธุรกิจดำเนินกิจการมาแล้วระยะหนึ่ง หากสามารถดำเนินกิจการพร้อมสร้างผลตอบแทนอย่างงามให้กับธุรกิจได้ ย่อมส่งผลให้ธุรกิจเติบโต และหากธุรกิจมีแนวทางเพื่อเตรียมพร้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม
วันนี้ขอนำบทความเรื่องของเทคนิคที่นำมาบอกเล่า 7 ข้อ ซึ่งไม่เพียงทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเติบโตได้อย่างเป็นระบบ แต่ยังช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในภาวะวิกฤตและมีสิทธิพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วย
1.ทำค่าโสหุ้ยของธุรกิจเอสเอ็มอีให้ต่ำเอาไว้ สิ่งที่จำเป็นต้องทำ คือ รักษาเงินสดไว้ใช้ในยามวิกฤตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และวิธีที่เหมาะสม คือ การทำให้ค่าโสหุ้ยต่ำเข้าไว้
2.Outsource ในสิ่งที่เราไม่ถนัด ถ้าวันนี้บริษัทคุณเพิ่งจะเริ่มต้น การจ้างพนักงานมาทำบัญชี จ้างนักกฎหมายมาดูสัญญาระหว่างคุณกับคู่ค้า หรือเปิดโรงงานเอง คงจะเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น การจ้างพนักงานทำบัญชีในช่วงเริ่มแรกเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กค่าใช้จ่ายเพียง 23 หมื่นบาทต่อปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับจ้างพนักงานบัญชีเดือนละ 8,000 บาท เรื่องสินค้าก็ควรจ้างคนอื่นผลิตก่อน เพราะยังไม่รู้ว่าสินค้าจะขายได้หรือเปล่า ถ้าลงทุนเปิดโรงงานไปเป็นล้านบาท สุดท้ายขายของไม่ได้ เงินคุณจะจมไปกับโรงงาน เจ๊งสถานเดียว
3.ทำการตลาดผ่านสื่อยุคใหม่ ถึงแม้ว่าการโฆษณาและทำการตลาดจะมีความสำคัญต่อการผลักดันสินค้าจากคุณไปสู่ผู้บริโภคได้ แต่จะดีกว่าไหม ถ้าคุณทำการตลาดด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง ราคาถูก และตรงกับกลุ่มเป้าหมายผ่านสื่อยุคใหม่ นั่นคือ Internet ซึ่งรวมถึงการเขียน Blog ขึ้นมาเพื่อทำ Review นำเสนอสินค้าของคุณ หรือใช้ Social Network ให้เป็นประโยชน์ สร้างหน้า Fan Page ขึ้นมาให้ Facebook ใช้ Twitter เพื่อส่งข่าวสาร เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้โดยแทบไม่ต้องใช้เงินเลย และยังได้ผลอย่างมาก
4.จัดตั้งบริษัทไว้ล่วงหน้า อีกสิ่งหนึ่งที่คุณไม่มีทางรู้ว่าวิกฤตและโอกาสจะมาถึงคุณเมื่อไหร่ มันคงจะดีกว่า ถ้าคุณมีวงเงินกู้จากธนาคารไว้รองรับเหตุฉุกเฉินของธุรกิจ หรือมีวงเงินกู้จากธนาคารเก็บไว้รองรับการเติบโตของธุรกิจ ถ้าคุณตั้งบริษัทไว้ล่วงหน้า จัดทำบัญชีอย่างเป็นระบบ คุณก็จะขอวงเงินสินเชื่อกับธนาคารได้ง่าย
5.ทำประมาณการรายรับราย จ่ายอย่างเป็นระบบ เริ่มทำบัญชีให้เป็นระบบและทำประมาณการรายรับ รายจ่ายของธุรกิจล่วงหน้า เพื่อดูว่าเมื่อไรที่คุณจะขาดเงิน จะได้หาเงินมาเติมสภาพคล่องของธุรกิจได้ทัน ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นว่าทุกส่วนของธุรกิจยังปฏิบัติงานได้ดีหรือไม่ จุดอ่อน และจุดแข็งของธุรกิจคุณอยู่ที่ไหน
6.ธุรกิจขนาดย่อมควรโฟกัสสินค้าชนิดเดียวก่อน ด้วยการใช้พลังงานและทรัพยากรทั้งหมดโฟกัสไปที่สินค้าที่คุณขายดีที่สุดก่อน เพื่อให้ธุรกิจของคุณเป็นรูปเป็นร่างและอยู่ได้ ไม่ใช่ใช้ทรัพยากรอย่างสะเปะสะปะ มันจะเป็นการสูญเสียโดยใช่เหตุ
7.สำรวจความต้องการของตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึง จะได้ไม่พลาดที่จะได้ลงทุนสร้างความเติบโต อาจฟังจากความเห็นลูกค้า คู่ค้า หรือสอบ ถามพนักงานที่อยู่หน้างานของคุณ







