
ผู้ว่าฯ กทม.ควรทำงานร่วมเอกชนท่องเที่ยว
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
3 มี.ค.นี้แล้ว ที่คนกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะได้รู้กันว่า ใครกันหนอจะมารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ป้ายแดง ซึ่งเอกชนภาคท่องเที่ยว ต่างร่วมกันลุ้นใจจดใจจ่อเช่นกัน โดยเฉพาะกับนโยบายของผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ว่าจะให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแค่ไหน ในฐานะที่ กทม.ได้รับขนานนามจากนิตยสารชื่อดังระดับโลก ว่าเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดอันดับ 3 ของโลก แต่จากสถิติที่ สทท.คำนวณได้ พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เที่ยว กทม.กลับใช้เวลาอยู่ใน กทม.แค่ 1.1 วัน เท่านั้นซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก หาก กทม.มีแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวดีๆ อาจช่วยเพิ่มเวลาที่นักท่องเที่ยวจะสัมผัสเมืองกรุงได้อีก 1 วัน
“ปิยะมาน เตชะไพบูลย์” ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ยังไม่เคยเห็น กทม.ร่วมมือกับภาคท่องเที่ยวส่งเสริมการท่องเที่ยว กทม.มีแต่ดำเนินการตามลำพัง หากผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่เข้ามา ก็อยากให้เน้นทำงานบูรณาการกับเอกชน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น
ทราบมาว่าแต่ละปี กทม.ได้งบประมาณเกี่ยวกับการท่องเที่ยวกว่า 4,000 ล้านบาท ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งทำการตลาดการท่องเที่ยวทั่วประเทศ ได้งบกว่า 5,000 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมา เอกชนไม่เคยทราบเลยว่า งบประมาณเหล่านั้นถูกใช้กับเรื่องใดบ้าง คุ้มค่าแค่ไหน ทราบแต่เพียงว่างบถูกกระจายให้กับสำนักงานเขตแต่ละแห่งใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งเอกชนมองว่า เป็นการกระจายงบที่ไม่มีคุณภาพ เพราะความเป็นจริงพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวเดินทางไป เน้นหนักเฉพาะบางเขต ไม่ใช่ทุกพื้นที่
“ที่ผ่านมา เห็น กทม.มีศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารท่องเที่ยวหลายพื้นที่ ซึ่งบางศูนย์อยู่ใกล้กันมาก และก็ไม่มีผู้ให้บริการ ปิดรกร้างจนรู้สึกว่า กทม.อาจยุบศูนย์บางแห่ง หรือไม่จำเป็นต้องตั้งศูนย์โดดๆ บนถนน แต่ไปขอความร่วมมือห้างสรรพสินค้า ตั้งศูนย์ในห้างก็ได้ และการที่ กทม.ทำข้อมูลแนะนำแหล่งท่องเที่ยวแต่ละเขต ซึ่งเชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติคงไม่ได้สนใจทั้งหมด แทนที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบไม่มีทิศทาง ควรหารือกับเอกชน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน จะเกิดประโยชน์กว่า”
ทั้งนี้ มองว่าสิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม.ควรทำ ได้แก่ 1. จับมือเอกชนภาคท่องเที่ยว ททท. รวมถึงหน่วยงานรัฐอื่น วางยุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวระยะสั้นและระยะยาว ให้กทม.กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นนโยบายผู้สมัครคนใด ที่มีแนวทางนี้ เห็นเพียงนโยบายครอบคลุมว่าจะให้ กทม.เป็นเมืองสะดวก สะอาด ปลอดภัย แต่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ กทม.ต้องการมากกว่านโยบายที่กล่าวมา
2.ควรจัดลำดับความสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องดูแลใน กทม.เริ่มจากจุดที่มีนักท่องเที่ยวนิยมไปมากที่สุด เช่น วัดพระแก้ว ต้องเร่งแก้ปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว รวมถึงจัดระเบียบพื้นที่จอดรถ พื้นที่ขายของ
3.ควรดึงแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่แล้วใน กทม.แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว มาประชาสัมพันธ์เป็นจุดขายใหม่ เช่น พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์ ศิลป์แผ่นดิน พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมอยู่แล้ว โดยอาจเข้าไปช่วยโปรโมตมากขึ้น รวมถึงเจรจาขอเพิ่มระยะเวลาการเปิดในบางวัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีกิจกรรมทำช่วงค่ำ
4.สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ บนพื้นที่เดิมที่มีศักยภาพ เช่น โปรโมตถนนสีลม เป็นถนนสายจิวเวลรี ให้นักท่องเที่ยวเห็นมุมมองใหม่ของถนนสีลม ไม่ได้เห็นเป็นเพียงถนนสายบันเทิงยามค่ำคืนเท่านั้น หรือนำพื้นที่ว่างมาสร้างสวนสาธารณะ โดยสร้างเอกลักษณ์ด้วยการปลูกต้นไม้บางประเภทที่ออกดอกสีสันสวยงามเรียงราย เมื่อถึงฤดูผลิดอก ก็สามารถจัดเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวได้
5.หากิจกรรมให้นักท่องเที่ยวทำ โดยอาจจัดการแสดงทางวัฒนธรรมบริเวณสนามหลวงช่วงค่ำ มีฉากหลังเป็นวัดพระแก้ว เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยว
6.ปรับปรุงเรื่องป้ายบอกทาง อัพเดตข้อมูลแผนที่ท่องเที่ยวใน กทม.บนช่องทางออนไลน์ให้ทันสมัยขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว
นี่เป็นเพียงข้อเสนอส่วนเล็กๆ ของเอกชนเท่านั้น ส่วนในการประชุมสมาชิก สทท. วันที่ 18 ก.พ.นี้ คงได้เห็นภาพนโยบายคร่าวๆ ของผู้สมัครบ้าง ได้แก่ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ พรรคเพื่อไทย และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมาแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งต้องจับตากัน..







