posttoday
สิงห์-คาร์ลสเบอร์กเปิดดีลเดิมพันโค่นไฮเนเก้นในไทย

สิงห์-คาร์ลสเบอร์กเปิดดีลเดิมพันโค่นไฮเนเก้นในไทย

14 กุมภาพันธ์ 2556

ในเกมการทำธุรกิจไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไป แต่ยุคนี้การทำธุรกิจต้องผนึกกำลัง ดึงจุดแข็งเสริมความแกร่งซึ่งกันและกัน การดำเนินธุรกิจไม่จำเป็นต้องเข้าเทกโอเวอร์เหมือนกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี ก็สามารถเติบโตได้ ลักษณะเดียวกับสิงห์ร่วมทุนกับคาร์ลสเบอร์กที่สามารถใช้เครือข่าย โรงงาน การตลาดร่วมกันได้ทั่วโลก

ในเกมการทำธุรกิจไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไป แต่ยุคนี้การทำธุรกิจต้องผนึกกำลัง ดึงจุดแข็งเสริมความแกร่งซึ่งกันและกัน การดำเนินธุรกิจไม่จำเป็นต้องเข้าเทกโอเวอร์เหมือนกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี ก็สามารถเติบโตได้ ลักษณะเดียวกับสิงห์ร่วมทุนกับคาร์ลสเบอร์กที่สามารถใช้เครือข่าย โรงงาน การตลาดร่วมกันได้ทั่วโลก

ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการบริหาร สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์สิงห์ เปิดเผยว่า การร่วมทุนกับคาร์ลสเบอร์กในครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือกัน ทั้งการทำตลาดเบียร์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งการทำในไทย โดยการทำตลาดเบียร์สิงห์ในต่างประเทศ บริษัทจะใช้ศักยภาพของคาร์ลสเบอร์กที่มีโรงงานผลิตเบียร์ทั่วโลกเป็นฐานการผลิตเบียร์สิงห์ รวมทั้งการใช้เครือข่ายช่องทางจำหน่ายและการทำตลาดด้วย

การใช้โรงงานเบียร์คาร์ลสเบอร์กเป็นฐานการผลิตเบียร์สิงห์จำหน่ายทั่วโลก ช่วยทำให้การทำตลาดเบียร์สิงห์เร็วขึ้น เป็นแผนเชิงรุกมากกว่าที่จะเป็นแผนตั้งรับ เพราะการสร้างโรงงานต้องใช้เวลา 10 ปี อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนผลิตเทียบเท่ากับต้นทุนการผลิตเบียร์ในไทย ลดต้นทุนขนส่ง เบียร์มีความสดใหม่ ทำให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งระดับโลกได้

วิธีการตั้งโรงงานในแต่ละประเทศไม่ใช่สูตรสำเร็จของกลุ่มเบียร์สิงห์ ซึ่งล่าสุดได้ทดลองใช้โรงงานคาร์ลสเบอร์กในประเทศรัสเซียเป็นฐานการผลิตสู่ตลาดยุโรปและเอเชีย และเล็งใช้ศักยภาพโรงงานผลิตในอาเซียน 8 แห่ง อาทิ ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย เพื่อผลิตเบียร์สิงห์ทำตลาดอาเซียนในอนาคต

“สิงห์อาจใช้ศักยภาพการผลิตของคาร์ลสเบอร์ก รองรับกรณีที่ภาษีเบียร์ปรับเพิ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ตัวแทนจำหน่ายกักตุนสินค้า กำลังการผลิตของสิงห์อาจไม่เพียงพอแน่นอน” ปิติ กล่าว

ปัจจุบันกำลังผลิตสิงห์ในไทยเริ่มเต็ม จากการมี 3 โรงงาน ที่ จ.ปทุมธานี นครปฐม และขอนแก่น กำลังผลิต 1,680 ล้านลิตร และเพิ่มกำลังผลิตที่ อ.บางเลน 20 ล้านลิตร สิ้นปีนี้เพิ่มเป็น 1,700 ล้านลิตร อีกทั้งเตรียมสร้างโรงงานที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี แล้วเสร็จปี 2557 ทำให้มีกำลังผลิตเบียร์มากพอที่จะสามารถผลิตเบียร์คาร์ลสเบอร์ก จากแผนที่บริษัทตั้งเป้า 5 ปีผลิตเบียร์คาร์ลสเบอร์กในไทย

“การทำตลาดเบียร์คาร์ลสเบอร์กในไทย ปัจจุบันเป็นการนำเข้าจากลาวและเวียดนาม 100% ซึ่งการนำเบียร์คาร์ลสเบอร์กมาผลิตในไทย ช่วยลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งระบบการจัดจำหน่ายด้วย”

ด้านคาร์ลสเบอร์กที่มีแผนบุกตลาดเอเชีย เบียร์สิงห์จะเป็นผู้รับผิดชอบในการทำตลาดและจัดจำหน่ายเบียร์คาร์ลสเบอร์กในประเทศไทยทั้งหมด พร้อมกับทำงานร่วมกับทีมงานคาร์ลสเบอร์ก อินโดไชนา ภายใต้การดูแลของเฮนริก แอนเดอร์สัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารส่วนภูมิภาคอินโดจีน บริษัท คาร์ลสเบอร์ก

ทั้งนี้ ศักยภาพของสิงห์ในการทำตลาดในไทย คือ มีระบบการจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ฐานการผลิต ตัวแทนจำหน่ายร่วม 100 ราย และสถานบันเทิง ผับ บาร์ ร่วม 200 ราย มีประสบการณ์การทำตลาดในไทย 80 ปี ดังนั้นมั่นใจว่าการกลับมาของคาร์ลสเบอร์กใน 5 ปีนี้ จะโค่นบัลลังก์ไฮเนเก้น โดยครองส่วนแบ่ง 51% หรือยอดขาย 35 ล้านลิตร

ปิติ กล่าวถึงแผนการทำตลาดคาร์ลสเบอร์กในไทยว่า ปีนี้บริษัททุ่มงบ 200 ล้านบาท โดยเน้นการสร้างแบรนด์เบียร์คาร์ลสเบอร์กให้มีความแข็งแกร่งก่อน โดยวางโพซิชันนิงเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ 2530 ปีที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งจะทำตลาดในแนวกว้าง โดยบริษัทเพิ่มงบตลาด 1520% ทุกปี ช่วงแรกจำหน่ายเบียร์ 21 จังหวัด กรุงเทพฯ และหัวเมืองหลักในสถานที่ท่องเที่ยว ปีแรกตั้งเป้ายอดขาย 5 ล้านลิตร

ขณะที่สภาพตลาดเบียร์พรีเมียมติดลบมาต่อเนื่อง ตัวเลขในเชิงปริมาณหดตัวจาก 90 ล้านลิตร เป็น 7075 ล้านลิตร เนื่องจากผู้นำตลาดไม่ค่อยเคลื่อนไหวทางการตลาด ซึ่งจากการเข้ามาทำตลาดคาร์ลสเบอร์กจะผลักดันให้เบียร์พรีเมียมโต 1012% ทุกปีในช่วง 3 ปีนี้ หรือกระตุ้นให้ตลาดเบียร์มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 12 ล้านลิตร ขณะที่ตลาดรวมเบียร์ 1.3 แสนล้านบาท เติบโต 8%

ปริญ มาลากุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท ไทยเอเชีย แปซิฟิค บริว เวอรี่ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเบียร์ไฮเนเก้น กล่าวว่า แผนการทำตลาดบริษัทดำเนินกลยุทธ์สปอร์ต มาร์เก็ตติง มิวสิกและมูฟวีมาร์เก็ตติง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาด โดยปัจจุบันไฮเนเก้นครองส่วนแบ่ง 90% จาก 5,200 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4% ของตลาดรวม

แม้ว่าคาร์ลสเบอร์กจะเริ่มทำตลาดแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นถึงความเคลื่อนไหวหรือสร้างผลกระทบต่อแบรนด์ ซึ่งบริษัทมั่นใจว่า ด้วยแบรนด์ไฮเนเก้นที่มีดีกรีเป็นเบียร์อันดับหนึ่งในระดับโลก จะรักษาแชมป์เมืองไทยไว้ได้ โดยการมีคู่แข่งเข้ามาทำตลาดถือว่าเป็นเรื่องดี กระตุ้นตลาดให้เติบโตมากขึ้น

สิ่งที่น่าจับตาของการร่วมทุนจากกลุ่มสิงห์และคาร์ลสเบอร์ก ที่ทั้งสองต่างได้ผลประโยชน์ร่วมกัน โดยอาศัยจุดแข็งสร้างความแข็งแกร่ง จะเป็นโอกาสที่เบียร์ไทยกรุยทางไปถึงตลาดโลก คงเป็นเรื่องที่ไม่ยากมากนัก ขณะที่การก้าวสู่ตลาดเอเชียของคาร์ลสเบอร์กก็คงไม่ไกลเกินฝัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ