
สหกรณ์ออมทรัพย์ลงลุยหุ้น-ตราสารหนี้
ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ ปรับพอร์ต 5.7 หมื่นล้าน ชิมลางจ้าง บลจ.ลุยหุ้นบริหารเงิน 500 ล้าน
ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ ปรับพอร์ต 5.7 หมื่นล้าน ชิมลางจ้าง บลจ.ลุยหุ้นบริหารเงิน 500 ล้าน
นายอนันต์ ชาตรูประชีวิน ผู้จัดการใหญ่ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) เปิดเผยว่า ได้มีการทบทวนเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มีอยู่ 5.7 หมื่นล้านบาท ใหม่ โดยจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้และลงทุนหุ้นมากขึ้น และจะว่าจ้างบริษัทจัดการกองทุนรวม (บลจ.) ซึ่งเป็นมืออาชีพ 2 ราย เข้ามาดูแลบริหารเงินลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนและลดความสุ่มเสี่ยงลง
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์จะจัดสรรเงินลงทุนให้ บลจ.บริหารแห่งละ 250 ล้านบาท โดยกำหนดเงื่อนไขสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ไว้ 80% และลงทุนหุ้นได้ 20%
ปัจจุบันพอร์ตลงทุนของชุมนุมสหกรณ์มีอยู่ทั้งสิ้น 5.7 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้มีการปล่อยสินเชื่อให้สมาชิกไปประมาณ 3.58 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 62% เม็ดเงินส่วนที่เหลือนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และตราสารหนี้เอกชนที่ได้รับการจัดอันดับความน่าถือระดับเอขึ้นไปประมาณ 2 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 3.5% และลงทุนในตราสารทุน หรือลงทุนในหุ้นประมาณ 220 ล้านบาท คิดเป็น 0.38%
นายอนันต์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ได้เชิญธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาให้ความรู้เกี่ยวกับกฎบาเซิล 3 และการดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอ) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร ปรากฏว่าชุมนุมสหกรณ์มีเงินกองทุนบีไอเอส 23% ซึ่งสูงกว่าระบบธนาคารพาณิชย์ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 1012% จากที่ ธปท. กำหนดให้สถาบันการเงินดำรงเงินกองทุนบีไอเอสอยู่ที่ 8.5% ซึ่งสะท้อนว่าเป็นองค์กรที่มีความมั่นคงสูง จึงสามารถที่จะปรับพอร์ตการลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ได้มากขึ้น แต่ก็ยังคงมีนโยบายดูแลให้เงินกองทุนอยู่ที่ระดับ 1820%
สำหรับการลงทุนในหุ้นที่ปัจจุบันมีอยู่แค่ 0.38% ไม่ถึง 0.5% ก็ถือว่ามีความเสี่ยงน้อยสามารถที่จะลงทุนในหุ้นได้มากขึ้น จากเดิมที่เคยลงทุนหุ้นมากถึง 4% ของพอร์ตลงทุนทั้งหมด แต่เริ่มที่จะทยอยขายออกในช่วงเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551
“หลักการลงทุนในหุ้นของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น จะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีความมั่นคงสูงและมีการจ่ายเงินปันผลและเป็นการลงทุนระยะยาว รวมทั้งเห็นว่าช่วงนี้ภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น และการเมืองเริ่มนิ่ง รวมทั้งมีกองทุนที่สูง ก็น่าจะลงทุนในหุ้นเพื่อหาผลตอบแทนที่มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาก็ลงทุนในหุ้นได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าลงทุนประเภทอื่น” นายอนันต์ กล่าว







