
MBKET แชมป์ตลอดกาล
แม่หนุนธุรกิจวาณิชงานวิจัยแกร่งตั้งเป้ารายได้กำไรสุทธิโต15%
แม่หนุนธุรกิจวาณิชงานวิจัยแกร่งตั้งเป้ารายได้กำไรสุทธิโต15%
MBKET มั่นใจรักษาแชมป์โบรกเกอร์ระยะยาว เมย์แบงก์หนุนงานวาณิชธนกิจและบทวิจัย
นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ซึ่งเป็นแชมป์โบรกเกอร์มานานถึง 11 ปี เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่าบริษัทจะสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดค้าหลักทรัพย์ (มาร์เก็ตแชร์) ในอันดับหนึ่งได้ในระยะยาว
ปัจจุบันบริษัทมีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 11.86% ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1213% ทั้งนี้ในเดือน ม.ค. มีส่วนแบ่งตลาด 12.5% โดยจะเพิ่มในด้านธุรกรรมออนไลน์อยู่ที่ 25% และขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 หมื่นบัญชี ปัจจุบันมีฐานลูกค้ากว่า 1.2 แสนราย และเป็นบัญชีเคลื่อนไหวประมาณครึ่งหนึ่ง
สาเหตุที่มั่นใจว่าจะสามารถรักษาแชมป์ได้ เพราะบริษัทเริ่มมีงานวาณิชธนกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังควบรวมกับเมย์แบงก์ ปีนี้ตั้งเป้าการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการระดมทุนมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท
นอกจากนั้น บริษัทเชื่อมั่นกับการนำเสนอบทวิจัยที่แข็งแกร่ง เพราะได้ 2 นักวิเคราะห์ชั้นนำด้านต่างประเทศคือ นายแอนดรู สต็อทซ์ นักวิเคราะห์ด้านธุรกิจนานาชาติ และ น.ส.มาเรีย เบรนด้า ซานเซล ลาปิส ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศเข้ามาทำงานด้วย ซึ่งเข้ามาเสริมทัพกับทีมนายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ส่งผลให้บทวิจัยออกมาเจาะลึกมากขึ้น ตรงกับความต้องการของลูกค้าสถาบัน และยังสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทที่ต้องการเพิ่มรายได้ของลูกค้าสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ถึงกลุ่มละ 10% ภายใน 3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าสถาบันในประเทศที่ 4.5% ลูกค้าสถาบันต่างประเทศ 2.5% และลูกค้ารายบุคคลกว่า 90%
“เรามีการทำบทวิจัยและเชื่อมโยงข้อมูลกลุ่มวาณิชธนกิจในเครือกลุ่มเมย์แบงก์มากขึ้น ซึ่งทุกสาขาสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและนำเสนอบทวิจัยที่น่าสนใจของแต่ละประเทศออกมาได้ เพื่อบริการลูกค้าที่อยู่ในหลายประเทศ”
ปีนี้บริษัทจะเพิ่มผลิตภัณฑ์ต่างประเทศมากขึ้นจากปัจจุบันที่เปิดให้บริการนักลงทุนไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ 5 ตลาด 4 ประเทศแต่ภายใน 2 ปีจะเพิ่มอีก 14 ประเทศโดยให้บริการทั้งตราสารทุนส่วนบุคคล การขายตราสารหนี้ต่างประเทศ และบริการนักลงทุนซื้อขายตราสารอนุพันธ์และสินค้าโภคภัณฑ์ภายในไตรมาส 3 นี้
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้และกำไรสุทธิปีนี้เติบโต 15% จากปีที่แล้วที่มีรายได้ 3,235 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 738 ล้านบาท เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 5.08 หมื่นล้านบาท เทียบทั้งปีก่อนเฉลี่ยวันละ 3.1 หมื่นล้านบาท โดยยังไม่มีฟองสบู่ในตลาดหุ้น เพราะสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือมาร์จินโลน มีแค่ 4.5 หมื่นล้านบาทเทียบมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) 12 ล้านล้านบาท ไม่มากเท่าวิกฤตต้มยำกุ้ง ปัจจุบันบริษัทมีมาร์จินเพิ่มเป็น 1.2 หมื่นล้านบาท จากเป้าทั้งปี 1.5 หมื่นล้านบาท







