
เลื่อนเปิดประชาคมอาเซียนความเชื่อและข้อเท็จจริง
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ภาพผู้ร่วมเสวนา
รายงาน เลื่อนเปิดประชาคมอาเซียน
ความเชื่อและข้อเท็จจริง
โดย อนัญญา มูลเพ็ญ
นอกจากภาครัฐและเอกชนแล้ว สื่อมวลชนเป็นอีกวงการหนึ่งที่กำลังตื่นตัวกับการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 เป็นอย่างมาก และต้องการเป็นสื่อกลางในการไขข้อข้องใจต่างๆ ให้กับสังคม
อนัญญา มูลเพ็ญ
ในโอกาสจัดตั้งชมรมนักข่าวอาเซียน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดเสวนาเรื่อง “ผลกระทบจากการเลื่อนกำหนดการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน” เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ซึ่งเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและคนที่เกาะติดความเคลื่อนไหวของอาเซียนมาร่วมเสวนา
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การเลื่อนการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ไม่ว่าจะช้าออกไปหรือเร็วขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เนื่องจากส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้าและการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะส่วนของการลดภาษีนำเข้าให้เหลือ 0% ได้ลดไปแล้วตั้งแต่ปี 2536 พร้อมเกิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) จะมีเปลี่ยนก็เพียงชาติกลุ่ม CLMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนามที่ต้องลดภาษีในปี 2558
“ตอนนี้ยังมีความเข้าใจผิดอยู่หลายด้านเกี่ยวกับการรวมตัวของเออีซี เช่น เข้าใจว่าจะเกิดการไหลเข้ามาของสินค้าในอาเซียนมากขึ้น ซึ่งจริงๆ สิ่งเหล่านี้เกิดมานานแล้วเพราะประเทศไทยได้ลดภาษีนำเข้าให้แก่ชาติอาเซียนไปแล้ว 99.5-99.6% ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วพร้อมกับการเปิดอาฟต้า”
ส่วนประเด็นเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน ก็เกิดการเข้าใจผิดว่ามีความเสรีทุกอาชีพทุกระดับ แต่ตามข้อตกลงได้เปิดให้เคลื่อนย้ายเพียง 8 สาขา และทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ง่าย เนื่องจากแต่ละประเทศมีมาตรฐานวิชาชีพภายในที่ยังไม่ได้แก้ไข เช่น คนที่จะเข้ามาเป็นแพทย์หรือวิศวกรในไทยจะต้องสอบข้อสอบของสภาวิชาชีพเป็นภาษาไทย
การถือหุ้นในภาคบริการได้ 70% ก็ยังเข้าใจกันผิด เพราะจริงๆ ไม่ได้เปิดให้ถือหุ้นทุกกิจการ และในแต่ละประเภทก็ยังมีรายละเอียดปลีกย่อย ที่สำคัญคือการปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ซึ่งแต่ละประเทศก็ไม่มีข้อผูกพันว่าต้องแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับข้อผูกพัน เช่น กรณีของไทย ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว สมเกียรติ กล่าวว่ามีการเข้าใจว่าจะเกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุนมากขึ้น แต่ในความจริงเกิดการเคลื่อนย้ายมานานเช่น บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ 100 อันดับแรก (SET100) ไปลงทุนตั้งบริษัทในอาเซียนแล้ว 126 แห่ง ส่วนเอสเอ็มอีก็ลงทุนตามตะเข็บชายแดนมาโดยธรรมชาติ
“เอสเอ็มอีตั้งบริษัทในตะเข็บชายแดนเป็นความเชื่อมโยงในอาเซียนที่เกิดโดยธรรมชาติอโดยไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงอาเซียน แต่การรวมของอาเซียนที่เป็นทางการก็ทำให้มีความชัดเจนขึ้นด้วยการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเหนือใต้ออกตก”
นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอยังชี้ให้เห็นอีกประเด็นใหญ่ที่อาจฉุดให้ความร่วมมือของอาเซียนเป็นไปอย่างล่าช้าได้ว่า ชาติอาเซียนยังมองการรวมตัวในแง่ต้องมีฝ่ายได้ฝ่ายเสีย แต่ความจริงทุกฝ่ายสามารถได้ประโยชน์ และยังคงมีการตีความผลประโยชน์ของประเทศโดยมุ่งไปที่ผลประโยชน์ของผู้ประกอบการ ทำให้กฎหมายภายในยังมุ่งปกป้องธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ขนส่ง สื่อสาร ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานของธุรกิจอื่นๆ จนต้นทุนรวมของทั้งธุรกิจและประชาชนในประเทศยังสูง ดังนั้นควรทำความเข้าใจกันใหม่เพราะมีแนวโน้มที่ชาติสมาชิกจะมีความเข้าใจและปฏิบัติเหมือนกัน ยกเว้นสิงคโปร์ที่ตอนนี้เปิดเสรีทุกธุรกิจจนสามารถเป็นศูนย์กลางของหลายธุรกิจเช่น การเงิน การขนส่ง
ด้าน บันลือศักดิ์ ปุสสะรังสี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน โดยมองว่าการเลื่อนการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชาติสมาชิกโดยเฉพาะไทย และในกรณีของภาคธนาคาร ธนาคารขนาดใหญ่ของอาเซียนก็มีการเปิดดำเนินการในไทยหมดแล้ว แต่ที่คาดว่าจะเกิดผลกระทบมากกว่าคือธุรกิจประกันวินาศภัย เพราะส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก
ขณะเดียวกัน ได้แนะนำสิ่งที่ไทยต้องให้ความสนใจหลังปี 2558 คือ การปรับลดภาษีของประเทศกลุ่ม CLMV ซึ่งจะเป็นโอกาสในการส่งออกไปแต่ละประเทศ โดยปี 2555 ที่ผ่านมาการส่งออกไทยไป CLMV สูงถึง 12% เทียบกับการส่งออกรวมที่ขยายเพียง 3% เท่านั้น รวมถึงเป็นโอกาสขยายลงทุนเพิ่ม เนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังคงได้สิทธิพิเศษภาษีศุลกากร (จีเอสพี)
ดังนั้น ที่ภาครัฐควรเร่งทำคือ การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะขั้นตอนพิธีศุลกากร ให้สอดรับกับการที่ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค
ด้าน นพพร อัจฉริยวณิช รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การรวมตัวของอาเซียนที่ช้าออกไป 1 ปีนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร และแม้จะรวมตัวแล้วก็ไม่ได้ทำให้ภาพทั้งมิติของเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ต่างจากปัจจุบันทุกๆ มิติจะเปลี่ยนค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ เพราะการขับเคลื่อนอาเซียนอยู่ภายใต้หลักการความร่วมมือแบบฉันทามติ ต้องไม่มีการคัดค้านจากชาติใดชาติหนึ่ง เช่น กฎหมายการทำธุรกิจต่างๆ หากกฎหมายในประเทศไม่แก้ไขให้สอดรับกับข้อผูกพันอาเซียนก็ไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้น
“ตอนนี้กฎหมายภายในเรายังปกป้องผู้ประกอบการ ซึ่งความเป็นจริงต้องเปลี่ยนแปลงไปตามโลกาภิวัฒน์ แต่การแก้กฎหมายปัจจุบันก็ทำได้ค่อนข้างยาก” นพพร กล่าว
ได้เห็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากทั้งนักวิชาการ ภาคเอกชน และรัฐแล้ว คงพอได้ภาพชัดขึ้นว่า การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนที่ยืดเวลาให้ช้าออกไป 1 ปีนั้น ไม่ได้สร้างผลกระทบใดกับไทย แถมยังช่วยแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่างๆ ด้วย







