
บลจ.ยูโอบี เชื่อมฐานลูกค้าแม่ตปท.แตะแสนล้านปีนนี้
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) ดึงจุดเด่นการมีบริษัทแม่เป็นต่างประเทศ (สิงคโปร์) เชื่อมโยงฐานลูกค้าและหาโอกาสลงทุนใหม่ๆ หวังเติบโตอย่างมั่นคงสู่ระดับเอเชีย
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) ดึงจุดเด่นการมีบริษัทแม่เป็นต่างประเทศ (สิงคโปร์) เชื่อมโยงฐานลูกค้าและหาโอกาสลงทุนใหม่ๆ หวังเติบโตอย่างมั่นคงสู่ระดับเอเชีย
“วนา พูลผล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ไทย) เปิดเผยว่า บลจ.ยูโอบี ตั้งเป้าขยายสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ในปี 2556 แตะระดับ 1 แสนล้านบาท เติบโต 31% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 7.96 หมื่นล้านบาท และล่าสุด สิ้นเดือน ม.ค. ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 8.3 หมื่นล้านบาทแล้ว
“เป้าหมายในปีนี้จะใช้จุดแข็งของกลุ่มบริษัทในต่างประเทศให้มากขึ้น ใช้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการคุยกับผู้จัดการกองทุนในภูมิภาคของกลุ่มยูโอบีทุก 3 เดือน มาออกกองทุนใหม่ในไทยและหากลูกค้าในต่างประเทศชอบกองทุนของเรา ทางยูโอบีในต่างประเทศก็ส่งมา ถือเป็นการเชื่อมโยงฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทั่วเอเชีย เป็นไปตามเป้าที่เราอยากก้าวอย่างมั่นคงสู่ระดับภูมิภาค” วนา กล่าว
นอกจากกลุ่มยูโอบีมีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์แล้ว ยังมีเครือข่ายในมาเลเซีย ญี่ปุ่น และไต้หวัน
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจและลูกค้าชอบ คือ ธุรกิจไพรเวต อิควิตี หรือการลงทุนในหุ้นบริษัทนอกตลาด ซึ่งจะรองรับกลุ่มลูกค้าสถาบันในปีนี้ ทั้งลูกค้าสถาบันและลูกค้ารายใหญ่ (ไฮเน็ตเวิร์ก) ที่มีเงินลงทุน 50 ล้านบาทขึ้นไป สามารถลงทุนยาวได้ 35 ปี ผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 15% และบางโครงการอาจสูงถึง 20% โดยขณะนี้มีลูกค้าสนใจลงทุนประมาณพันกว่าล้านบาท
“ในสิงคโปร์มีผู้จัดการกองทุนที่ทำหน้าที่คัดหุ้นนอกตลาด เราก็จะร่วมมือกัน ถ้าเราเจอบริษัทดีๆ แต่เงินไม่พอ เราก็ชวนเขามาลงทุนทำให้สินทรัพย์รวมเราเติบโตได้” วนา กล่าว
สำหรับธุรกิจกองทุนรวมในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ “ทริกเกอร์ฟันด์” ดึงดูดลูกค้าเข้ามาลงทุนค่อนข้างมาก และในปีนี้ยังหาจังหวะออกกองใหม่เพื่อให้มีผลิตภัณฑ์ครบ รวมถึงออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์อีกหลายกองทุนและก็สนใจกองทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วย
ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะใช้กลยุทธ์ “ปากต่อปาก” เนื่องจากบริษัทไม่มีนโยบายแข่งขันตัดราคาหรือบริหารฟรี แต่จะชูนโยบายการเลือกลงทุนได้เอง 7 ทางผ่านเอ็มโพยีชอยส์ที่มีให้เลือก รวมถึงผลงานปีที่ผ่านมาบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของกลุ่มรัฐวิสาหกิจได้สูงสุดถึง 12%
นอกจากนี้ ปลายปีที่ผ่านมาได้เปิดบริการงานทะเบียนสมาชิก มีลูกค้าสนใจเข้ามาใช้บริการแล้ว
“ณัชชา สุนทรธาราวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทวางกลยุทธ์ในการเข้าถึงลูกค้าเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มแมส มาร์เก็ต เงินลงทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท 2.กลุ่มไฮเน็ตเวิร์ก เกิน 5 ล้านบาทขึ้นไป และ 3.อัลฟา ไฮเน็ตเวิร์ก มูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 100 ล้านบาท เพื่อทำให้การนำเสนอผลิตภัณฑ์ง่ายขึ้น
พร้อมทั้งเปิดให้ซื้อขายกองทุนผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าจากเดิมที่มีอยู่ 4 หมื่นราย โดยเป็นรายย่อย 70% และสถาบัน 30% ใช้บริการผ่านธนาคารเป็นหลัก โดยปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าทั้งสองกลุ่ม
สำหรับความคืบหน้ากรณีที่บริษัท ไอเอ็นจี กรุ๊ป เอ็นวี ของเนเธอร์แลนด์ ตกลงที่จะขายธุรกิจ บลจ.ไอเอ็นจี (ไทย) ให้แก่ บลจ.ยูโอบี (สิงคโปร์) อยู่ระหว่างรอสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของทั้ง 3 ตลาดอนุมัติ คาดว่าจะได้ข้อสรุปครึ่งแรกปีนี้
ส่วนประเด็นของการควบรวมกับ บลจ.ยูโอบี ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ทำให้สินทรัพย์ของธุรกิจกองทุนในไทยของ บลจ.ยูโอบีและไอเอ็นจี รวมเป็น 2 แสนล้านบาท ขยับขึ้นเป็นอันดับ 6 ของอุตสาหกรรม และเป้าหมายของกลุ่มก็น่าจะวางขึ้นเป็นอันดับ 5
หาก บลจ.ในกลุ่มยูโอบีรุกหนักเช่นนี้ ก็น่าจะถึงเป้าหมายได้ไม่ยากและคงทำให้ บลจ.ไทยขยับขยาย







