
เร่งรัดเกษตรกรรับใบรับรองจำนำข้าว
ก.เกษตรฯ เร่งเกษตรกรมารับใบรับรองเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวปี 2555/56 พร้อมกำชับห้ามนำใบรับรองไปใช้สวมสิทธิ์
ก.เกษตรฯ เร่งเกษตรกรมารับใบรับรองเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวปี 2555/56 พร้อมกำชับห้ามนำใบรับรองไปใช้สวมสิทธิ์
นายอนันต์ ลิลา ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตาม กำกับดูแลแก้ไขปัญหาการรับจำนำสินค้าเกษตรตามนโยบายรัฐบาลว่า ขณะนี้มียอดการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2555/56 ครั้งที่ 1 (นาปี) ทั้งสิ้น 3,332,765 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ปลูกประมาณ 61 ล้านไร่ ผ่านประชาคม 3,192,061 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 96% ของผู้มาขึ้นทะเบียน โดยได้ออกใบรับรองให้เกษตรกรแล้ว 3,145,099 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 98% ของผู้ผ่านประชาคม ส่วนยอดการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2555/56 ครั้งที่ 2 (นาปรัง) มี 130,856 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ปลูกประมาณ 2.8 ล้านไร่ ผ่านประชาคม 66,599 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 51% ของผู้มาขึ้นทะเบียน และออกใบรับรองให้เกษตรกรแล้ว 24,117 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 36% ของผู้ผ่านประชาคม
สำหรับผลการติดตามและแก้ไขปัญหาการรับจำนำสินค้าเกษตรตามนโยบายรัฐบาล พบว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ดำเนินการออกใบรับรองตามจำนวนที่ผ่านประชาคมแล้ว แต่ขณะนี้หลายจังหวัดเกษตรกรยังมารับใบรับรองน้อย คาดว่าในช่วงอีก1-2 เดือนจะมีเกษตรกรมารับใบรับรองเพิ่มขึ้น ซึ่งในเรื่องดังกล่าวได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกษตรกรได้รับทราบขั้นตอนการรับจำนำและมารับใบรับรอง ณ สำนักงานเกษตรอำเภอหรือสถานที่อื่นที่กำหนดไว้ เพื่อนำไปเข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้น
นายอนันต์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวในเขตภาคใต้บางจังหวัด เช่น ระนอง พบว่ามีพื้นที่ปลูกข้าวน้อยและส่วนใหญ่เกษตรกรปลูกข้าวไว้เพื่อการบริโภคในครัวเรือน กอปรกับไม่มีโรงสีที่จะเข้าร่วมโครงการฯ ทางคณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการรับจำนำข้าวระดับจังหวัด จึงไม่ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 โดยจังหวัดระนองมีการปลูกข้าวเพียง 3 อำเภอ พื้นที่ปลูก 560 ไร่ ผลผลิตรวม 182 ตัน มีเกษตรกรขอขึ้นทะเบียนและออกใบรับรอง 58 ราย ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวไว้เพื่อการบริโภคเท่านั้น
นอกจากนี้ได้กำชับคณะทำงานเฉพาะกิจฯ ลงพื้นที่เร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจแก่เกษตรกรว่า หากมีการนำใบรับรองให้บุคคลอื่นไปใช้ประโยชน์หรือมีการสวมสิทธิ์จะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย







