posttoday
มาบตาพุดยื้อเศรษฐกิจแย่สิ้นปีโต2.5%

มาบตาพุดยื้อเศรษฐกิจแย่สิ้นปีโต2.5%

02 เมษายน 2553

 

โพสต์ทูเดย์ — นักวิชาการประเมิน มาบตาพุดจบเลยสิ้นปี จีดีพีโตเหลือ 2.5% เหตุถูกการเมืองซ้ำ

นายเอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า กล่าวในงานสัมมนา “มาบตาพุด ผลกระทบและโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน” ว่า จากการศึกษาผลกระทบปัญหามาบตาพุด หากแก้ไขได้ล่าช้าเกินสิ้นปีนี้ จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศปีนี้ลดลงจาก 3.8% เหลือ 2.5% หรือคิดเป็นมูลค่าที่ลดลงประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.3% ของจีดีพี ส่วนการเมือง หากยุบสภาจะฉุดจีดีพีมากกว่า 1.3%

ทั้งนี้ โครงการลงทุนในมาบตาพุด 49 โครงการ ที่ติดปัญหาอยู่ คาดว่าจะมี 19 โครงการที่จะดำเนินการต่อได้ เพราะก่อสร้างก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 ส่วนอีก 30 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งก่อสร้างหลังรัฐธรรมนูญ

“ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก คือ การเมือง มาบตาพุด และเศรษฐกิจโลก โดยการเมืองจะเป็นเรื่องที่กระทบมากสุด” นายเอกชัย กล่าว

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความคืบหน้าการแก้ปัญหามาบตาพุด อยู่ระหว่างการตั้งองค์การอิสระ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเม.ย.นี้ จากนั้นจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ก่อนเสนอนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาต่อไป

ส่วนการพิจารณาประเภทกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อปรับปรุงรายการโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง จะมีการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในวันที่ 2 เมษายนนี้ เป็นครั้งสุดท้าย และสรุปผลให้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายพิจารณา หลังจากนั้นจะมีการประกาศประเภทกิจการที่ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะมีน้อยกว่า 19 ประเภทกิจการ ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

สำหรับ 49 โครงการที่ติดปัญหาอยู่ ขณะนี้กำลังการจัดทำอีไอเอและเอชไอเอ และรอความเห็นจากองค์การอิสระ ส่วนโครงการใหม่ที่จะก่อสร้างในอนาคตจะต้องดำเนินการตามกระบวนการนี้ด้วย ส่วนความคืบหน้าการลงทุนในมาบตาพุด ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมยื่น 9 โครงการ เพื่อขอให้ศาลสั่งดำเนินการต่อไปได้

 

นายพยุงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การยุบสภาเร็วเกินไปจะเป็นปัญหาต่อการบริหารงานของรัฐบาล เนื่องจากจะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ทำให้การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ล่าช้า ดังนั้น จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยส่วนตัวเห็นว่าการเจรจาระหว่างรัฐบาลและคนเสื้อแดงจะต้องหาจุดที่เหมาะสม โดยพบกันครึ่งทาง

ด้านนายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย กล่าวว่า ปัญหามาบตาพุดส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เช่น ปตท. โกลว์ และปูนซิเมนต์ไทย ลดลงไม่เกินร้อยละ 9 ซึ่งตลาดได้สะท้อนราคาหุ้นไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องรอดูการแก้ปัญหาของภาครัฐว่าการลงทุนในมาบตาพุดจะเกิดขึ้นได้ในไตรมาสที่ 3 หรือไม่ ส่วนทิศทางตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สวนทางกับตลาดหุ้นในต่างประเทศ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่พื้นฐานเศรษฐกิจยังดีอยู่ ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง จึงมองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 880 จุด

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในเดือนเมษายนนี้ บล.นครหลวงไทย ประเมินว่าหุ้นที่มีความโดดเด่นจะเป็นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม ธนาคารพาณิชย์ วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี และโรงกลั่น

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน