
ไฟว์สตาร์ดันหนังไทยแจ้งเกิดนอก
ปีก่อนดันรายได้พุ่งเพิ่มสัดส่วนเป็น70%วอนคนไทยอุดหนุนภาพยนตร์ไทย
ปีก่อนดันรายได้พุ่งเพิ่มสัดส่วนเป็น70%วอนคนไทยอุดหนุนภาพยนตร์ไทย
ไฟว์สตาร์เดินหน้าขายหนังต่างแดน สบช่องปีก่อนหนังไทยไปนอกรุ่ง ดันรายได้เพิ่ม
หลังพบปีก่อนรายได้ดีพลิกสัดส่วนจากต่างประเทศพุ่ง 70% ในประเทศ 30% ปีนี้เตรียมผลิตหนังใหม่ 56 เรื่องเสริมทัพ
น.ส.อภิรดี เอี่ยมพึ่งพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจนับจากนี้บริษัทจะเน้นการนำภาพยนตร์ทั้งที่บริษัทสร้างเองและภาพยนตร์ของพันธมิตรเข้าไปทำตลาดในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อต่อยอดรายได้ธุรกิจการสร้างหนัง เนื่องจากหนังไทยบางเรื่องฉายในประเทศไทยได้เงินน้อยมาก แต่เมื่อนำเข้าไปขายในต่างประเทศกลับได้ผลการตอบรับที่ดี บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสดังกล่าว
ปัจจุบันบริษัทได้นำหนังที่สร้างเองทั้งหมดจำนวน 260 เรื่อง ตลอดระยะเวลาการทำธุรกิจ 40 ปี เข้าไปทำตลาดใน 17 ประเทศทั่วโลกแล้ว ทั้งในยุโรปและเอเชีย และพบว่าได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะเรื่องล่าสุดอย่างเรื่อง 407 เที่ยวบินผี ซึ่งเป็นเรื่องแรกที่สามารถนำเข้าไปฉายในประเทศพม่าได้
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องตีสาม ที่ได้ผลการตอบรับที่ดีในหลายประเทศเช่นกัน โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม เนื่องจากโรงภาพยนตร์ในเวียดนามมีระบบ 3 มิติ แต่ปัจจุบันยังไม่มีภาพยนตร์ 3 มิติเข้าไปฉาย
ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทได้จับมือกับบริษัท เวฟ พิคเจอร์ เพื่อนำภาพยนตร์เรื่องทองสุก 13 ไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะนำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเข้าไปจำหน่ายในทุกประเทศที่บริษัทได้ทำตลาดอยู่ ยกเว้นประเทศจีน เนื่องจากกฎหมายของประเทศจีนห้ามนำภาพยนตร์สยองขวัญเข้าฉายในโรงหนัง เพราะถือเป็นการล้อเลียนความเชื่อของคนในประเทศจีน
“ปีที่ผ่านมาถือว่าเราประสบความสำเร็จจากการขายหนังในต่างประเทศเป็นอย่างมาก เพราะเราสามารถเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 70% ซึ่งสูงกว่าที่ผ่านมา ที่ตลาดต่างประเทศจะสร้างสัดส่วนรายได้ให้เพียง 30% เท่านั้น” น.ส.อภิรดี กล่าว
สำหรับแนวทางการสร้างภาพยนตร์ของบริษัทนับจากนี้ จะเน้นการสร้างในระบบ 2 มิติ และ 3 มิติมากขึ้น เนื่องจากกำลังได้รับความนิยมจากผู้ชมชาวไทย สังเกตได้จากผลการตอบรับที่ดีจากเรื่อง 407 เที่ยวบินผี และเรื่องตีสาม ซึ่งเป็นภาพยนตร์ไทย 3 มิติ โดยปีนี้บริษัทมีแผนที่จะสร้างหนังใหม่เพื่อนำเข้าฉายอีกประมาณ 56 เรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องคาดว่าจะใช้งบลงทุนอยู่ที่ประมาณ 4050 ล้านบาท
น.ส.อภิรดี กล่าวว่า ในส่วนของภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยนับจากนี้ มองว่ายังสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกมาก หากผู้สร้างภาพยนตร์มีการพัฒนาคุณภาพ เพื่อให้ได้รับการยอมรับและได้รับความนิยมจากผู้ชมมากขึ้น
ขณะเดียวกันคนไทยก็ควรหันมาชมภาพยนตร์ไทยเพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย เพราะปัจจุบันสัดส่วนระหว่างภาพยนตร์ไทยมีอยู่ที่ 3135% เท่านั้น ซึ่งยังมีช่องว่างให้เข้าไปทำตลาด เพื่อผลักดันให้มีสัดส่วนรายได้เท่ากับภาพยนตร์ต่างประเทศที่ 50:50 ในอนาคต







