
เนสท์เล่ดัมพ์ลงทุน4,000เพิ่มช่องตู้แช่
โพสต์ทูเดย์
— เนสท์เล่ จัดแพ็กเกจลงทุนร้านไอศกรีม 4,000 บาท หวังขยายช่องทางขายเพิ่มจาก 35% ดันยอดขายโต 510% ไอศกรีม ชักธงรบส่งแพกเกจ 4,000 บาท เป็นเจ้าของธุรกิจไอศกรีม หวังยึดหัวหาดร้านค้ากว่า 2 แสนแห่งทั่วประเทศ มั่นใจปีนี้รายได้บริษัทโต 510% มากกว่าตลาดรวมโตแค่ 3%นายสรพงษ์ จันทร์นฤกุล ผู้จัดการฝ่ายขายและจัดจำหน่าย เนสท์เล่ไอศกรีม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทเปิดโมเดลการลงทุนทำธุรกิจขายไอศกรีมเนสท์เล่ด้วยงบเริ่มต้น 4,000 บาท ภายใต้แพ็กเกจดังกล่าวผู้ลงทุนจะได้รับตู้แช่ไอศกรีมในรูปแบบเช่าใช้ ได้อุปกรณ์ตกแต่งร้านค้า เช่น ธงราว สติกเกอร์ ป้ายราคา และร่มสนาม รวมมูลค่า 3 หมื่นบาท โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
สำหรับเงินลงทุนเบื้องต้น 4,000 บาทนั้น เป็นค่าสินค้าไอศกรีม และผู้ลงทุนจะได้กำไรเบื้องต้น 25% ของการลงทุน หรือคิดเป็นเงิน 1,000 บาท โดยบริษัทได้เริ่มเปิดตัวแพ็กเกจดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ผ่านมา 3 เดือน มีผู้ติดต่อลงทุนแล้วกว่า 1,000 ราย ซึ่งบริษัทตั้งเป้าผู้สนใจประกอบการค้าไอศกรีมในช่วงครึ่งปีแรกไว้ที่ 2,000 ราย จนถึงขณะนี้บริษัทพบว่าได้รับการตอบรับที่ดี จึงคาดหมายได้ว่าเป้าหมายที่วางไว้จะบรรลุเป้าหมายอย่างแน่นอนเพื่อช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายร้านตู้แช่ 35% ของ 2 แสนแห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้บริษัทจะขยายไปช่องทางสปอร์ตคลับ สนามฟุตซอล และโรงเรียนกวดวิชา
นายสรพงษ์ กล่าวว่า ผลการขยายช่องทางตู้แช่ จะช่วยให้ยอดขายปีนี้เพิ่ม 510% จากภาพรวมไอศกรีมมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่ปีนี้คาดจะโต 3% ใกล้เคียงกับตลาดรวมปีก่อนโตที่โต 3% เช่นกัน เพราะกำลังซื้อได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจทั้งนี้ การเปิดตัวแพจเกจโมเดลธุรกิจร้านค้าไอศรีมในครั้งนี้ บริษัทวางเป้าไปที่ผู้ประกอบการค้าขายของชำ หรือโชว์ห่วย มินิมาร์ท หรือผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกเป็นหลัก เนื่องจากมีร้านค้าดังกล่าวในประเทศไทยกว่า 2 แสนราย จึงเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายไอศกรีมที่มีโอกาสเติบโตสูง และยังเป็นช่องทางที่จะนำสินค้าไปถึงตัวผู้บริโภคได้โดยตรง
นอกจากนี้ บริษัทยังเพิ่มกลุ่มเป้าหมายไปยังร้านค้าประเภทอื่นๆ นอกจากร้านค้าปลีกทั่วไปแล้ว เช่น ร้านทำผม สปอร์ตคลับ สนามฟุตซอล โรงเรียนกวดวิชา ห้องอาหาร เป็นต้น โดยแผนการดำเนินงานในครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีตู้แช่จำหน่ายไอศกรีมกระจายไปทั่วทุกชุมชน ทุกภูมิภาคในประเทศไทยอย่างครอบคลุมและทั่วถึง
“
จากแผนการดำเนินการดังกล่าว บริษัทตั้งเป้าเติบโตทางด้านรายได้ของบริษัทไว้ที่ 5 – 10% ในขณะที่ตลาดรวมไอศกรีมในปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเพียง 3% อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก และในปีนี้ก็คาดหมายได้ว่าตลาดจะไม่เติบโตมากมายนัก คาดว่าจะเติบโตใกล้เคียงปีที่ผ่านมาที่ 3% หรือเติบโตสูงสุดไม่เกิน 5%” นายสรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมนอกจากนี้ แผนการดังกล่าวบริษัทคาดว่าจะช่วยเพิ่มจุดจำหน่าย และยอดขายให้บริษัทเติบโต จนมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่บริษัทมีส่วนตลาดอยู่ราว 35%







