
ใส่ใจเอสเอ็มอี
สัปดาห์นี้ รัฐบาลทยอยออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าแรง 300 บาท
สัปดาห์นี้ รัฐบาลทยอยออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าแรง 300 บาท
มาตรการต่างๆ เริ่มตั้งแต่ระดับนโยบายที่มีนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เป็นประธาน ที่ดูแลในภาพรวมวางหลักเกณฑ์และแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งการกำหนดกรอบการใช้เงินในหลายรูปแบบทั้งงบฉุกเฉิน การเบิกจ่ายเงินสำรองต่างๆ
จากนั้น 2 หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอี ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ต่างผลักดันมาตรการต่างๆ ทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพิ่มเติม อาทิ อัดฉีดเงินเสริมสภาพคล่องโดยการชดเชยดอกเบี้ย 3% ในปีแรกสำหรับเงินกู้หมุนเวียน รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยเอสเอ็มอีได้ประมาณ 6,300 ราย วงเงินสินเชื่อ 6,300 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการร่วมลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร ในสัดส่วน 1535% หรือรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยเอสเอ็มอี 200 ราย ใช้งบจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) วงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท การยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและค่าบริการรายปี ตาม พ.ร.บ.โรงงาน เป็นระยะเวลา 3 ปี
ด้านบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ออกมารับลูกนายกรัฐมนตรี สั่งใช้เงินโดยนำเงินกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (กองทุนส่งออก) ซึ่งขณะนี้เหลือวงเงินประมาณ 4,000 กว่าล้านบาท มาช่วยเหลือเอสเอ็มอี จะมีหลายมาตรการทั้งการสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าร่วมงานแสดงสินค้ากับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พัฒนาสินค้าหรือปรับปรุงรูปแบบของสินค้าตามความต้องการของตลาดและยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วย
แม้ว่าแผนตามโครงการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในด้านต่างๆ จะออกมาค่อนข้างชัดเจน แต่วิธีการปฏิบัติยังเป็นคำถาม เกณฑ์ในการคัดเลือกเอสเอ็มอีที่จะได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างไร เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาจริงหรือไม่ ทำอย่างไรให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเท่าเทียม นี่คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้โครงการต่างๆ ที่วางไว้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
ไม่ใช่มีแค่งบประมาณ และแผนงานบนกระดาษเท่านั้น
ประเด็นเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องติดตาม โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กๆ ที่ประสบปัญหาจริงๆ ซึ่งทุกวันนี้เอสเอ็มอีต้องเผชิญกับสถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากการแข่งขันในประเทศ และการเข้ามาเปิดตลาดของสินค้าและบริการจากต่างประเทศ ที่มีเงินทุนและความพร้อมมากกว่า ด้วยรัฐบาลเขาให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง
ถึงตอนนี้รัฐบาลควรพลิกวิกฤตเป็นโอกาส นอกจากจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับเอสเอ็มอีแล้ว ควรวางแผนส่งเสริมเอสเอ็มอีในระยะยาว เสริมศักยภาพและพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันและขยายธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันบุกไปคว้าโอกาสจากตลาดอาเซียนก่อนใคร ถึงเวลาแล้วที่จะหันมาใส่ใจธุรกิจเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง







