
"งาแดง"พันธุ์ใหม่
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
“งา”เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูกเพื่อสร้างรายได้เสริม ปัจจุบันประเทศไทยมีการปลูกงาหลากหลายสายพันธุ์ รวมพื้นที่เพาะปลูกปีละ 4.2 แสนไร่ กำลังการผลิตรวม 5 หมื่นตัน โดยเฉพาะงาแดงที่นิยมปลูกกันค่อนข้างมาก เนื่องจากมีความทนทานสูงและยังให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่างาชนิดอื่นๆ
ดังนั้น นักวิจัยกรมวิชาการเกษตรจากศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานีได้ปรับปรุงพันธุ์งาแดงพันธุ์ใหม่สำเร็จเพิ่มอีกหนึ่งพันธุ์คือ พันธุ์ A3015 ที่มีความเด่นทางด้านผลผลิต ที่สำคัญยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรที่จะนำไปปลูกเพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น
ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้คณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชพิจารณาประกาศเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า“งาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 842” หรือ Ubon Ratchathani 842 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษา 84 พรรษา
ดำรง จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า งาเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนประมาณ 21-27% ทั้งยังมีน้ำมันที่มีคุณภาพดี และมีธาตุอาหารเกือบครบถ้วน เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมงกานีส และแมกนีเซียม นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงนิยมนำงาไปใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพและใช้ในการป้องกันและรักษาโรค
นอกจากนี้ งาแดงยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมันค่อนข้างมาก โดยผ่านกระบวนการเอาเปลือกหุ้มเมล็ดออกทำเป็นงาขัด เพื่อให้เมล็ดเป็นสีขาวทดแทนงาขาวที่มีผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ เนื่องจากปัจจุบันซื้อขายกันอยู่ที่กิโลกรัมละ 35-40 บาท
ขณะที่ สายสุนีย์ รังสิปิยกุล นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าทีมวิจัยและปรับปรุงพันธุ์งาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 842 กล่าวเพิ่มเติมว่า งาแดงพันธุ์ใหม่นี้ได้จากการคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์ของสายพันธุ์ 3015 ซึ่งรับมาจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ (FAO) เมื่อปี 2528 โดยศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานีได้ปลูกคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์ช่วงระหว่างปี 2532-2534 จากนั้นทำการปลูกเปรียบเทียบเบื้องต้น 1 แปลง แล้วปลูกเปรียบเทียบมาตรฐาน จำนวน 3 แปลง ปลูกเปรียบเทียบในท้องถิ่น 23 แปลง และปลูกทดสอบในไร่เกษตรกรในพื้นที่ลพบุรี พิษณุโลก สุโขทัย ศรีสะเกษ เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์ รวม 13 แปลง
งาแดงสายพันธุ์อุบลราชธานี 842 มีลักษณะเด่นที่ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 134 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าพันธุ์อุบลราชธานี 1 ประมาณ 6% นอกจากนั้นยังมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระจำนวน 10,451 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สูงกว่าพันธุ์อุบลราชธานี 1 ประมาณ 15% ซึ่งงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 842 สามารถนำไปปลูกได้ทั่วทุกภาคของไทย
ปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานีมีเมล็ดพันธุ์งาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 842 เป็นเมล็ดพันธุ์คัด 100 กิโลกรัม และผลิตเมล็ดพันธุ์หลัก 500 กิโลกรัม สามารถผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ขยายได้ประมาณ 5,000 กิโลกรัม เตรียมพร้อมรองรับความต้องการของเกษตรกรที่สนใจ หากเกษตรกรรายใดสนใจนำงาแดงพันธุ์ใหม่ “พันธุ์อุบลราชธานี 842” ไปทดลองปลูก สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี โทร.045-202-1878







