
บี้ออกกฎหมายห้ามฉกข้อมูล
ชงรัฐแจ้งเกิด กม.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ป้องกันบัตรเครดิต-ประกัน ล้วงเบอร์
ชงรัฐแจ้งเกิด กม.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ป้องกันบัตรเครดิต-ประกัน ล้วงเบอร์
นายศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญผลักดันกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Law) ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพราะจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้ฐานข้อมูลของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ตถูกเผยแพร่ไปยังตัวแทนขายบัตรเครดิตและประกันชีวิตให้โทรเข้ามารบกวนโดยตรงได้
ทั้งนี้ เพราะปัจจุบันการที่ยังไม่มีกฎหมายเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง ทำให้การทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ถูกมองว่าไม่ใช่ช่องทางที่ปลอดภัย ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซไม่เติบโตในประเทศไทยเท่าที่ควรทั้งที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ และทำให้ไทยต้องเสียโอกาสให้กับต่างประเทศ เช่น อีเบย์ อะเมซอน
สำหรับ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะทำให้ไทยมีมาตรฐานสากลในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยระบบข้อมูล ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมที่สำคัญในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เนื่องจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตและข้อมูลออนไลน์จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น จึงต้องมีกฎหมายที่ ช่วยให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะไม่ถูกโจรกรรมข้อมูล รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้นวัตรกรรมและซอฟต์แวร์ไทยได้รับการคุ้มครองหากไปเปิดตลาดอาเซียนนอกจากเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว
นอกจากนี้ สรอ.ได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงาน เช่น สมาคมซีไอโอ 16 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ จัดตั้งกลุ่มพันธมิตรระบบความปลอดภัยบนระบบประมวลผลขนาดใหญ่ (คลาวด์) ให้ไทยและกลุ่มอาเซียน เพื่อจัดทำร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยบนคลาวด์ โดยเฉพาะการสร้างและพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมในเรื่องของคลาวด์มากที่สุด ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางคลาวด์ของอาเซียน
นายศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาในขณะนี้คือความไม่ชัดเจนด้านกฎระเบียบและความพร้อมด้านบุคลากร เนื่องจากคลาวด์ยังถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ต่อประเทศไทย ซึ่งภาครัฐต้องมีนโยบายให้ทุกหน่วยงานหันมาใช้ระบบประมวลผลกลาง (Government Cloud) โดยไม่ต้องแยกตามหน่วยงานแบบที่ผ่านมาอีก เพื่อลดความซ้ำซ้อนในเรื่องของงบประมาณการลงทุน และง่ายต่อการควบคุมข้อมูลทั้งหมดด้วย
นายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการเตรียมพร้อมสู่เออีซี คือ การพัฒนาบุคลากรทั้งทางทักษะด้านวิชาชีพและภาษา เช่น สถาบันมาตรฐานวิชาชีพไอซีที เพื่อฝึกฝนบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งภาครัฐต้องใส่ใจจริงจัง เพราะหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยแข่งขันในตลาดอาเซียนได้
อย่างไรก็ตาม ซิป้าได้สนับสนุนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบการแปลภาษา เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในเรื่องของการแปลข้อมูลต่างๆ ให้รวดเร็วมากขึ้น รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมกับหน่วนงายในสังกัดไอซีทีที่จะระดมสมองและกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าสู่เออีซีให้ได้มากที่สุด







