posttoday
ห่วงค่าไฟพุ่ง กฟผ.เชียร์เพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ห่วงค่าไฟพุ่ง กฟผ.เชียร์เพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหิน

06 กุมภาพันธ์ 2556

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

การใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ พีดีพี เพื่อให้กำลังผลิตไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ สอดคล้องกับปริมาณความต้องการใช้จริง และจะทบทวนแผนพีดีพีให้เป็นไปตามปัจจัยแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าแผนพีดีพีที่ทบทวนมาแล้ว 3 ครั้ง จะสามารถกำหนดทิศทางการผลิตไฟฟ้าของประเทศให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคตได้อย่างไร เนื่องจากแผนดังกล่าว แม้จะมีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินผสมอยู่ด้วย แต่ก็ยังคงให้น้ำหนักกับการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงผลิต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงกำลังลดลงอย่างน่าใจหาย อนาคตอาจต้องนำเข้าในราคาสูงลิ่ว

สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยน่าเป็นห่วงและอันตราย เพราะพึ่งพิงการผลิตจากก๊าซเกือบ 70% เสี่ยงต่อต้นทุนค่าไฟและการจัดหาเชื้อเพลิง

ปัจจุบันแหล่งก๊าซธรรมชาติถือว่าถึงจุดที่พีกแล้ว โดยแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีสำรองไม่เกิน 10 ปี จะเริ่มทยอยลดลง ขณะที่แหล่งก๊าซในพม่ามีโอกาสเพิ่มได้เล็กน้อย ได้แก่ แหล่งก๊าซเอ็ม 9 กำลังผลิต 250 ล้านลูกบาศก์ฟุต/ วัน ซึ่งพิจารณาแหล่งก๊าซทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านถึงจุดพีกเช่นกัน ต่อไปการใช้ก๊าซธรรมชาติจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มาทดแทน

ดังนั้น ปัญหาในระยะยาวที่จะตามมา เมื่อต้องใช้แอลเอ็นจีในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น จะทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันแอลเอ็นจีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 18 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู หรือ 500600 บาท/ล้านบีทียู ขณะที่ราคาก๊าซจากอ่าวไทยและพม่า เฉลี่ยอยู่ที่ 10 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู หรือ 300 บาท/ล้านบีทียู

เมื่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจึงเลี่ยงผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนไม่ได้ โดยเฉพาะการคำนวณค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (เอฟที) ซึ่งพิจารณาจากแนวโน้มการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ในช่วงแรกจะใช้แอลเอ็นจีสัดส่วนที่น้อย แต่หลังจากนี้อีก 10 ปี ต้องใช้แอลเอ็นจีถึง 40% ของปริมาณก๊าซธรรมชาติทั้งหมด

“้เปรียบเทียบกับมาเลเซีย มีแหล่งก๊าซธรรมชาติมาก แตเริ่มทยอยหมด ผู้นำประเทศจึงมีวิสัยทัศน์เพิ่มการใช้ถ่านหินจาก 30% เป็น 40% ขณะที่ไทยใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าเพียง 20% ซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหาราคาแพงเท่านั้น หากยังต้องแย่งซื้อกับประเทศอื่นด้วย”

ที่สำคัญ ต่อไปไทยจะพึ่งพาก๊าซธรรม ชาติพม่าได้ยากขึ้น เพราะพม่าก็ต้องการใช้เพิ่มจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งโดยหลักแล้วการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าไม่ควรเกิน 50% แต่ของไทยอยู่ที่เกือบ 70% จึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาเสริม มิเช่นนั้นอาจได้เห็นค่าไฟฟ้าที่ 56 บาท/หน่วย

สำหรับแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขณะนี้มี 2 โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ คือ การสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมที่แม่เมาะ จ.ลำปาง หน่วยที่ 47 มีกำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ คาดจะนำไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2561 ส่วนอีกโครงการเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ที่ จ.กระบี่ ได้ลงพื้นที่ทำประชาพิจารณ์กับประชาชนไปแล้ว 2 ครั้ง ตามแผนไฟฟ้าจะเข้าปี 2562 ซึ่งยังพอมีเวลาอยู่อีก 6 ปี

นายสุทัศน์ กล่าวถึงแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าปี 2556 ด้วยว่าจะขยายตัว 4.55% จาก 9%

ปี 2555

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน