posttoday
โต้ทุ่มตลาดเหล็กแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

โต้ทุ่มตลาดเหล็กแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

06 กุมภาพันธ์ 2556

โดย...เจียรนัย อุตะมะ+กราฟ

โดย...เจียรนัย อุตะมะ+กราฟ

มติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (เซฟการ์ด) ภายใต้พ.ร.บ.มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นพ.ศ.2550 ที่เห็นชอบให้ใช้มาตรการปกป้องชั่วคราวสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเจืออื่นๆ ชนิดเป็นม้วนและไม่เป็นม้วน (อยู่ในกลุ่มพิกัด 7225) โดยเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากทุกประเทศเพิ่มขึ้นในอัตรา33.11% จากอัตราภาษีนำเข้าปกติที่อยู่ระหว่าง 05% ยกเว้นนำเข้าที่ได้รับสิทธิพิเศษสนับสนุนกฎหมายการนิคมแห่งประเทศไทย กฎหมายส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกฎหมายศุลกากร โดยประกาศมีระยะการบังคับใช้เป็นเวลา 200 วันนับจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามและออกประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในสัปดาห์นี้ หรือจนกว่าการพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงที่อยู่ระหว่างการดำเนินการจะมี

ผลบังคับใช้ ซึ่งตามกฎหมายจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 360 วัน

แม้ว่าจะเป็นข่าวบวกกับกลุ่มผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศ แต่เป็นผลบวกระยะสั้นหรือไม่ เพราะในที่สุดแล้วต้องมีการเปิดเสรีเปิดทางให้เหล็กต่างประเทศเข้ามา

“อาภาภรณ์ แสวงพรรค”ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่ามาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเป็นผลดีต่อหุ้น บริษัทสหวิริยา สตีล อินดัสตรี( SSI )บริษัทจีสตีล( GSTEL )และบริษัทจีเจสตีล( GJS) โดย SSI จะได้รับประโยชน์มากที่สุดเพราะเป็นผู้ประกอบการที่ยังดำเนินการผลิตอยู่ ขณะที่ GSTEL และ GJS หยุดผลิตชั่วคราวเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และกิจการ

ทั้งนี้การเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กเจืออื่นๆ เช่น อัลลอยด์, นิเกิ้ล ฯลฯ จากประเทศต่างๆในอัตราที่สูงถึง 33.11% จะทำให้การทุ่มตลาดจากเหล็กแผ่นรีดร้อนนำเข้าชนิดม้วนน้อยลง ซึ่งเป็นโอกาสที่ SSI จะขยายตลาดในประเทศได้มากขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมาผู้ค้าเหล็กในประเทศมีการซื้อเหล็กแผ่นรีดร้อนจาก SSI มากขึ้นอยู่แล้วเพราะเป็นรายเดียวที่ผลิตและส่งสินค้าให้ได้

สำหรับผลกระทบกับผู้ค้าเหล็ก คาดว่าจะไม่มาก โดยเมื่อราคาเหล็กนำเข้าแพงขึ้นก็หันมาซื้อในประเทศ (จากSSI) เพิ่มขึ้น SSI ได้แจ้งว่าบริษัทได้ลงนามเป็น ผู้ร่วมทุน กับ JFE Steel Corporation (JFE) และ MarubeniItochu Steel Inc (MISI) โดย JFE และ MISI จะซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ SSI รวม 50 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะซื้อหุ้น TRC จาก SSI มูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเมื่อ 1 ก.พ.2556 ทาง SSI ได้รับเงินจากการขายTRC แล้ว 1,570ล้านบาท และได้นำเงินประมาณ 1,260ล้านบาท (40 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ SSI UK แล้ว ทั้งนี้หลังทำการรายการเสร็จทาง SSI จะเหลือถือหุ้น TRC เท่ากับ 35.19%

สำหรับGSTEL และ GJS กำลังอยู่ระหว่างการเพิ่มทุนและการปรับโครงสร้างถือหุ้นภายในกลุ่ม ซึ่งผู้บริหารคาดว่าจะแล้วเสร็จและกลับมาผลิตได้ภายในปี 2556

แม้ว่ากลุ่มผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนจะได้รับประโยชน์จากการที่จะมีเหล็กเจืออื่นๆ จากต่างประเทศเข้ามา

แข่งขันน้อยลง แต่คาดว่าผลประกอบการจากการดำเนินงานปกติจะยังขาดทุน (Core Loss) ในปี 2556

โดย SSI มีแรงกดดันจากภาระค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายที่สูงมาก

อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลขาดทุนในปีนี้ของ SSI จะน้อยลงจากปี 2555 ที่ประเมินขาดทุนสุทธิไว้ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท (9เดือนแรกปี2555 ขาดทุนสุทธิ.26 หมื่นล้านบาท) และมีโอกาสสูงที่จะพลิกเป็นกำไรสุทธิในปี 2557

ณ สิ้นก.ย.55 บริษัทมี มูลค่าบัญชีต่อหุ้นเท่ากับ 0.63 บาท สำหรับ GSTEL และ GJS ในช่วง 9เดือนแรกปี2555 ขาดทุนสุทธิ 2,200ล้านบาท และ 1,500ล้านบาท ตามลำดับ โดยทั้งสองบริษัทได้หยุดการผลิตมาแล้วกว่า 10 เดือน

“ลลิตา เธียรประสิทธิ์”นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์(EIC)ให้ความเห็นว่า นโยบายตอบโต้การทุ่มตลาดแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น ที่ทำให้มีการนำเข้าเหล็กด้วยราคาที่สูงขึ้น ซึ่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องและอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

การคุ้มครองผู้ประกอบการในประเทศด้วยนโยบายกีดกันทางการค้าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ที่ทำให้ไม่สามารถคุ้มครองผู้ผลิตเหล็กไทยได้อย่างยั่งยืน นโยบายนี้แค่ซื้อเวลาและพื้นที่ให้ผู้ผลิตไทยมีภูมิคุ้มกันและยังเติบโตได้ แต่หากผู้ผลิตไทยไม่ปรับตัวและสร้างความแข็งแกร่ง ปัญหาเหล่านี้จะวนมาอีก

ทั้งนี้การค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มไปสู่การค้าเสรีมากขึ้น ซึ่งอัตราภาษีนำเข้าเหล็กทุกชนิดจะต่ำกว่า 5%ในปี2561ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนจีน ดังนั้นผู้ผลิตเหล็กไทยควรเร่งหาทางปรับตัวเพื่อรับมือการแข่งขันทางการค้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

จุดแข็งของไทยอยู่ที่ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าหลังจากการสั่งซื้อซึ่งน้อยกว่าเหล็กนำเข้า โดยเฉลี่ยแล้วเหล็กนำเข้าจากต่างประเทศมีระยะเวลากว่า 3 เดือน

นอกจากนี้ผู้ผลิตไทยสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าและผลิตสินค้าที่ตรงต่อความต้องการมากขึ้นเพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการสินค้าในระยะเวลาอันสั้นและสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงหันมาซื้อเหล็กจากผู้ผลิตไทยแทนการซื้อเหล็กนำเข้าจากต่างประเทศ

อีกทั้งสามารถเพิ่มคุณภาพในการให้บริการลูกค้ามากขึ้นเพื่อดึงดูดลูกค้าเช่น การรับเก็บสินค้าคงคลังให้และส่งสินค้าตามการใช้จริงและการเพิ่มความยืดหยุ่นในการปริมาณการสั่งเหล็กที่อาจจะเปลี่ยนไป เป็นต้น

นอกจากนี้ผู้ผลิตเหล็กไทยควรสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ผลิตต่างประเทศซึ่งมีเหล็กคุณภาพสูง เทคโนโลยี และความรู้เฉพาะด้าน โดยนำเหล็กคุณภาพสูงเหล่านี้มารีดร้อนและรีดเย็นต่อในประเทศ ซึ่งผู้ผลิตไทยจะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มจากความเข้าใจตลาดและความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้ามากกว่าผู้ผลิตต่างประเทศ

ผู้ผลิตเหล็กสามารถพิจารณารวมตัวกับผู้ค้าเหล็กและผู้แปรรูปเหล็กเพื่อลดต้นทุนโดยรวมของห่วงโซ่การผลิตที่อาจส่งผลให้รายได้และกำไรของผู้ผลิตเพิ่มขึ้น รวมถึงผู้ผลิตเหล็กสามารถแปรรูปเหล็กตามที่ลูกค้าต้องการ ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ยังช่วยลดระยะเวลาโดยรวมของห่วงโซ่การผลิตส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมเหล็กมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท