
หั่นค่าธรรมเนียม เพิ่มผลตอบแทน กลยุทธ์ บลจ.
จดๆ จ้องๆ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ในที่สุดเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2556 สมาคมบริษัทจัดการลงทุน ออกประกาศเรื่อง “แนวปฏิบัติในการจัดรายการส่งเสริมการขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม” โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2556 เป็นต้นไป พร้อมกับกำชับหนักแน่นว่าให้สมาชิกสมาคม “ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด”
จดๆ จ้องๆ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ในที่สุดเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2556 สมาคมบริษัทจัดการลงทุน ออกประกาศเรื่อง “แนวปฏิบัติในการจัดรายการส่งเสริมการขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม” โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2556 เป็นต้นไป พร้อมกับกำชับหนักแน่นว่าให้สมาชิกสมาคม “ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด”
หลักใหญ่ใจความของประกาศฉบับนี้ออกมาตรงตามโผที่โผล่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ มีอยู่ 2 ข้อ ได้แก่
1.มูลค่าของแถม สิทธิ หรือประโยชน์อื่นใด ที่จะให้กับนักลงทุนในการจัดรายการส่งเสริมการขายหน่วยลงทุนจะต้องไม่เกิน 0.2% ของมูลค่าการลงทุนของนักลงทุนแต่ละราย จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 2% ของมูลค่าเงินลงทุน
ดังนั้น หากซื้อหน่วยลงทุน 1 แสนบาท จากเดิมอาจจะได้รับของขวัญ บัตรของขวัญ หรือเงินคืน เท่ากับ 2,000 บาท แต่นับจากวันที่ 1 ก.พ.นี้ จะได้รับแค่เพียง 200 บาท
2.ถ้าจะรับชำระค่าซื้อหน่วยลงทุนด้วยบัตรเครดิต ยังสามารถทำได้ แต่ห้ามจัดการรายการส่งเสริมการขายร่วมกับบัตรเครดิต (หรือบัตรอะไรก็ตาม) รวมถึงการให้คะแนนสะสมจากการใช้บัตร และห้ามให้สิทธิผ่อนชำระ ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนชำระแบบเสียดอกเบี้ย หรือแบ่งจ่าย 0% ก็ไม่ได้
นอกจากนี้ สิ่งที่ประกาศฉบับนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ “ความเท่าเทียม” สำหรับนักลงทุนทุกกลุ่มไม่ว่าจะลงทุนมาก หรือลงทุนน้อย จะลงทุนก่อน หรือลงทุนหลัง ก็ต้องได้ของแจกของแถมเหมือนกัน
สมาคมประกาศห้ามไม่ให้มีการจำกัดจำนวนของแถม สิทธิ หรือประโยชน์อื่นใด ที่จะให้กับนักลงทุนที่ซื้อหน่วยลงทุน เช่น ถ้าจะแจกก็ต้องห้ามกำหนดว่าจะแจกให้กับ 100 คนแรกเท่านั้น หรือกระตุ้นให้รีบมาซื้อหน่วยลงทุน เพราะ “ของมีจำนวนจำกัด”
และยังห้ามจัดรายการส่งเสริมการขายด้วยการ “จับสลาก” หรือ สุ่มรายชื่อเพื่อหา “ผู้โชคดี” เพราะบอกแล้วว่า ถ้าคิดจะให้ต้องให้อย่างเท่าเทียม
ที่มาที่ไปของ “การจัดระเบียบ” รายการส่งเสริมการขายหน่วยลงทุน ก็เพื่อให้การส่งเสริมการขายไปกระตุ้น โน้มน้าว จูงใจ เร่งรัด หรือดึงดูดให้คนเข้ามาลงทุน เพียงแค่หวังว่าจะได้รับของแจกของแถม จนทำให้ลืมสาระสำคัญของการลงทุน และไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน
ทันทีที่สมาคมออกประกาศฉบับนี้ออกมา บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หลายแห่ง เช่น บลจ.บัวหลวง บลจ.กสิกรไทย และ บลจ.กรุงไทย ออกมา “รับลูก” ทันที โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการซื้อหน่วยลงทุนด้วยบัตรเครดิต
บลจ.กรุงไทย แจ้งลูกค้าว่า นักลงทุนยังสามารถชำระค่าหน่วยลงทุนด้วยบัตรเครดิตได้เหมือนเดิม แต่จะไม่ได้รับคะแนนสะสม และไม่สามารถทำรายการแบ่งชำระเป็นรายเดือนได้
เช่นเดียวกับ บลจ.กสิกรไทย แจ้งยกเลิกการให้คะแนนสะสมจากการใช้บัตรเครดิตกสิกรไทย และการให้สิทธิแบ่งผ่อนชำระสินเชื่อผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทย
ขณะที่ บลจ.บัวหลวง แจ้งยกเลิกการให้คะแนนสะสม และการให้ Cash Back จากการใช้บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพชำระค่าซื้อหน่วยลงทุนของ บลจ.ทุกช่องทาง
เมื่อการจูงใจนักลงทุนด้วยการจัดรายการส่งเสริมการขายถูกบีบจนเหลือแค่ “จิ๊บๆ” และการดึงดูดด้วยการให้สิทธิผ่อนชำระ 0% ไม่ได้อีกแล้ว ทำให้บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า “กลยุทธ์การตลาดของแต่ละ บลจ.น่าจะเริ่มเข้มข้นมากขึ้น เพื่อประคับประคองมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวมภายใต้การบริหารให้เป็นไปอย่างราบรื่น และเพิ่มเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ ให้กับกองทุนรวม”
พร้อมกันนี้ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า กลยุทธ์การตลาดแบบเข้มข้น ที่แต่ละ บลจ.จะงัดขึ้นมาสู้กันนั้น น่าจะประกอบด้วย
1.เพิ่มทางเลือกใหม่
บลจ.จะนำเสนอกองทุนใหม่ๆ ให้เป็นทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ ที่มีสัดส่วนค่อนข้างมากในอุตสาหกรรมกองทุนรวม และนำเสนอกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการเร่งดูดเม็ดเงินใหม่เข้ากองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาวที่ทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธินิ่งได้นาน
2.ชู ‘ผลตอบแทน’ เป็นจุดขาย
สำหรับกองทุนหุ้น บลจ.จะต้อง “แสวงหาแนวทาง” การบริหารจัดการให้ผลตอบแทนชนะเกณฑ์มาตรฐาน รวมทั้งการลดค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ เพื่อทำให้ผลตอบแทนสุทธิของกองทุนตราสารหนี้สูงขึ้น ซึ่งนอกจากจะต้องต่อสู้กับ บลจ.ด้วยกันแล้ว ยังต้องแข่งขันกับการกลับมาระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์อีกด้วย
3.ความสะดวกคือหัวใจ
สำหรับ บลจ.ที่มีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ถือหุ้นหลัก จะชูจุดเด่นด้านการบริการที่ทำให้นักลงทุน “เข้าถึง” ได้ง่าย ซึ่งบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่า แนวทางนี้จะช่วยให้หลีกเลี่ยงกลยุทธ์ด้านราคาและกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว
นอกจาก บลจ.จะต้องพยายามงัดกลยุทธ์ต่างๆ มามัดใจนักลงทุนไว้ให้ได้แล้ว บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สีสันของอุตสาหกรรมกองทุนรวมปีนี้จะอยู่ที่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และเร่งขายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ให้จบภายในปีนี้ เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2557 จะต้องใช้รูปแบบใหม่ คือ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT)
แม้ว่าจะพยายามทำทุกวิถีทางแล้ว แต่บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่า ปีนี้อุตสาหกรรมกองทุนรวมจะเติบโตเพียง 12-16% ลดลงจากปีที่แล้วที่มีการขยายตัวมากกว่า 25.5%
“จุดสนใจที่น่าจะสร้างความท้าทายสำหรับรักษาการเติบโตของเม็ดเงินลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ปีนี้ คงอยู่ที่ช่วงครึ่งหลังซึ่งคาดว่าธนาคารจะเร่งระดมเงินฝากมากขึ้น” บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ
เพราะฉะนั้นคงต้องมาติดตามกันต่อไปว่า สารพัดกลยุทธ์ที่อุตสาหกรรมกองทุนรวมจะนำออกมาใช้ จะดึงดูดใจนักลงทุนไว้ได้หรือไม่







