
สไตล์การลงทุน
การลงทุนควรจะเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งสำหรับผู้ที่มีเงินออม
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ
การลงทุนควรจะเป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งสำหรับผู้ที่มีเงินออม แต่น่าเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักการออมเงินโดยการฝากเงินกับธนาคาร ที่ผมเห็นว่าเป็นการไม่กล้ายอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนหรืออาจจะมีความรู้หรือข้อมูลไม่มากพอ จึงสามารถหรือไม่กล้าลงทุนในช่องทางการลงทุนอื่น
ผมคิดว่ารัฐควรส่งเสริมความรู้เรื่องการลงทุนให้กับนักเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาเป็นต้นไป เพื่อให้คนรุ่นต่อไปได้รู้จักวิธีการลงทุนรวมทั้งช่องทางการลงทุนต่างๆ ที่มีอยู่
ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็พยายามเผยแพร่ความรู้ในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างขะมักเขม้น หวังว่าจะมีนักลงทุนหน้าใหม่เพิ่มขึ้นพร้อมคุณภาพของนักลงทุนที่ดีขึ้นด้วย
มีคนชอบถามผมว่า ควรลงทุนอะไรดี และสัดส่วนควรเป็นอย่างไร ก่อนอื่นต้องดูว่าอายุเราเท่าไร และมีความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงในการขาดทุนได้มากน้อยเพียงใด
ตามปกติคนอายุมาก ควรลงทุนในตราสารหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาลหุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นกู้บริษัทเอกชนที่ได้รับเกรดการลงทุนระดับ BBB+ ขึ้นไป หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งมีกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตลาดเงินหรือลงทุนในตราสารหนี้ที่มีกำหนดระยะเวลา เป็นต้น
เงินออมที่เหลือควรจะลงทุนในตราสารทุนที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจและมีเวลาติดตามข่าวสารข้อมูล ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดเอ็ม เอ ไอ
สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีความรู้หรือไม่มีเวลาในการติดตามควรลงทุนในกองทุนตราสารทุนซึ่งมีความหลากหลายประเภท เช่น กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นปันผล หุ้นเติบโตสูง หุ้นสาธารณูปโภค เป็นต้น กองทุนเหล่านี้จะบริหารโดยผู้จัดการกองทุนซึ่งมีประสบการณ์และความรู้เป็นอย่างดี
นอกจากนั้น อสังหาริมทรัพย์ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการลงทุน บางท่านอาจจะซื้อมาขายไป บางท่านอาจจะซื้อมาเพื่อปล่อยเช่าที่จะทำให้มีรายได้ประจำจากค่าเช่าที่คาดหวังได้ที่ 57%
สำหรับคนเบี้ยน้อยหอยน้อย กองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นทางเลือกที่ดีเพราะใช้เงินลงทุนน้อย และเมื่ออยากจะซื้อหรือขายก็สามารถทำได้ในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่ถ้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ เมื่อจะขายอาจจะขายไม่ได้ทันที ต้องรอคนซื้อที่ชอบอสังหาริมทรัพย์ของคุณจริงๆ จึงจะสามารถขายได้ นี่คือปัญหาเรื่องสภาพคล่อง แต่ข้อดีคือเป็นสินทรัพย์ที่ทวีมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไปและราคาไม่ผันผวน
ปัจจุบันมีช่องทางในการลงทุนมากมายทั้งกองทุนที่ลงทุนในทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหนักและเบา หรือกองทุนที่ลงทุนในตราทุน ตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ
บางท่านอาจจะซื้อทองคำโดยตรง อาจเป็นทองคำแท่ง คงต้องหาตู้เซฟใส่ ถ้าเป็นทองรูปพรรณก็อาจจะใส่ติดตัว ได้ลูบคลำบ่อยๆ แต่อย่าลืมนะครับว่าทองคำไม่มีปันผลเหมือนตราสารทุน และไม่ได้ดอกเบี้ยเหมือนตราสารหนี้
นอกจากนี้ ทองคำในอดีตช่วงที่ราคาไม่เคลื่อนไหว ราคานิ่งอยู่หลายปี แต่สิบปีที่ผ่านมาราคาขึ้นมามาก ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ขึ้นมาแล้วไม่ลงนะครับ ผมคาดว่าปีนี้น่าจะเป็นปีทองสุดท้ายของการลงทุนทองคำ
เศรษฐกิจจีนและสหรัฐเริ่มฟื้นตัว เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นจะทยอยฟื้นในปีหน้า และการออกของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ คิวอีจะทำให้ค่าเงินของสหรัฐแข็งค่าขึ้น คงจะได้เห็นราคาทองคำดิ่งลงอย่างแน่นอน
สำหรับท่านที่อายุยังน้อย ลงทุนผิดยังมีโอกาสแก้ตัวใหม่มากกว่าท่านที่สูงอายุ ดังนั้นอาจลงทุนในตราสารทุนหรือกองทุนตราสารทุนในสัดส่วนที่มาก ที่เหลือเป็นตราสารหนี้ หรือกองทุนตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์
ส่วนทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ว่าท่านจะอายุเท่าใดไม่ควรจะมากกว่า 510% ของพอร์ตลงทุน ถ้าจะซื้อกองทุนผมขอแนะนำว่าควรจะลงทุนกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) เป็นลำดับแรก เพราะนอกจากจะได้ผลตอบแทนแล้วยังได้ลดหย่อนภาษี ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับฐานภาษีของท่าน ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ แต่ต้องไม่เกิน 5 หมื่นบาท และอย่าลืมทำประกันชีวิตเพื่อความมั่นคงและได้ผลตอบแทนจากกรมธรรม์ รวมทั้งสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ต้องไม่เกิน 1 แสนบาท ถ้าซื้อกรมธรรม์ประเภทบำนาญท่านสามารถลดหย่อนภาษีได้เพิ่มอีก 2 แสนบาท
สิ่งสำคัญที่สุดจะทำให้ท่านได้ผลตอบแทนจากการลงทุนมากหรือน้อยคือการกระจายการลงทุน หากกระจายการลงทุนได้ดีจะทำให้ผลตอบแทนที่ดี ด้วยความเสี่ยงที่รับได้ ซึ่งแต่ละปีน้ำหนักการลงทุนของสินทรัพย์แต่ละประเภทควรจะแตกต่างกันแล้วแต่สภาพเศรษฐกิจทั้งต่างประเทศและในประเทศ
บางท่านชอบลงทุนโดยดูช่วงจังหวะ ซึ่งผมคิดว่าโอกาสที่จะลงทุนถูกจังหวะไม่ใช่ง่าย ผมเห็นเซียนหลายคนตกม้าตายเรื่องจังหวะมานักต่อนักแล้ว ผมแนะนำว่าท่านควรจะลงทุนแบบ DCA หรือ Dollar Cust Averageโดยลงทุนทุกเดือนด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ผลดีก็คือถ้าหุ้นขึ้นเราก็ได้จำนวนหน่วยลงทุนน้อย ถ้าหุ้นลงเราก็ได้จำนวนหน่วยลงทุนมากขึ้น
ปัจจุบันสถาบันการเงินต่างๆ มีผู้เชี่ยวชาญพร้อมที่จะให้คำแนะนำท่าน ท่านล่ะพร้อมหรือยังที่จะก้าวออกจากการลงทุนโดยฝากเงินในธนาคารตามแบบเดิมๆ ที่ทำอยู่







