
ฟื้นกลยุทธ์ปั้นไทยสู่ เมดิฮับ
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
แม้เป้าหมายการเป็น “ศูนย์กลางบริการด้านสุขภาพนานาชาติ” หรือ เมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยเพิ่งจะผลักดัน แต่เมื่อมีความชัดเจนในการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ความพยายามผลักดันไทยสู่จุดหมายดังกล่าวจากทั้งภาครัฐและผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ ดูจะทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้น
สิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายกังวลตลอดมา นั่นคือปัญหา “สมองไหล” จากการเปิดเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพแพทย์อย่างเสรี เมื่อมีการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะทำให้ไทย “ไม่พร้อม” กับการเป็น เมดิคัล ฮับ ในที่สุด
สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานที่ปรึกษาอนุกรรมการแพทยสภา ปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า ปัญหาสมองไหลในวิชาชีพแพทย์ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย เพราะการกำหนดคุณสมบัติใน MRA ของวิชาชีพแพทย์ ระบุไว้แล้วว่าผู้จะเคลื่อนย้ายได้จำเป็นต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปี ไม่ใช่ใครๆ ก็ย้ายได้
“ที่สำคัญ แต่ละประเทศยังมีข้อกำหนดและวิธีคัดกรองแพทย์เข้าประเทศเพิ่มเติม ซึ่งแตกต่างกัน เช่น ประเทศที่แพทย์ได้เงินเดือนสูงกว่าหรือใกล้เคียงเราอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย แม้จะไม่มีการสอบใบประกอบวิชาชีพแพทย์ แต่ดูคุณวุฒิจากสถาบันการศึกษาที่จบมา ซึ่งมาเลเซียไม่รับรองหลักสูตรแพทยศาสตร์ของไทยด้วยซ้ำ ส่วนสิงคโปร์ก็มีตำแหน่งงานน้อยมาก”
ขณะที่ประเทศซึ่งรายได้แพทย์ปกติน้อยกว่าไทย เช่น อินโดนีเซีย กัมพูชา ก็ต้องสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นภาษาของเขา เรียกได้ว่ามีการกีดกันพอสมควร ขณะที่แพทย์เวียดนามกำลังพยายามเรียนภาษาไทย และไทยก็ถือว่ามีข้อกีดกันน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นตรงกันข้าม คือสมอง “ไม่ไหลออก” กลับ “ไหลเข้า” ด้วยซ้ำ
สมศักดิ์ ย้ำว่า หากเทียบในอาเซียน มั่นใจว่าไทยยังเป็นที่หนึ่งด้านการแพทย์ เพราะมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี และมีแพทย์เฉพาะทางมากกว่าประเทศอื่นๆ จึงทำให้ไทยบรรลุเป้าหมายการเป็นเมดิคัล ฮับ ได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเร่งแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาในอีกหลายเรื่อง เพื่อให้ได้มาตรฐานที่เป็นสากลมากขึ้น โดยอาจดูตัวอย่างจากมาตรฐานแพทย์สหรัฐ
เรื่องแรกที่ต้องดำเนินการ คือการแก้ไขระเบียบการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมชั่วคราวสำหรับคนต่างชาติ เพื่อมาสอนคนไทย
“วิธีที่น่าสนใจ คือการนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐเข้ามาสอนคนไทย โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำเข้ามา เพื่อไม่กระทบต่องบประมาณภาครัฐ วิธีนี้จะช่วยให้คนไทยเก่งขึ้น มีความรู้มากขึ้น ประเทศที่การแพทย์เจริญแล้วก็เริ่มต้นจากวิธีการนี้”
เรื่องที่ 2 คือการผลักดันหลักสูตรแพทยศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งเคยถูกคัดค้านมาตลอด เพราะหลายฝ่ายกังวลว่า จะทำให้แพทย์ไทยหันไปรักษาคนต่างชาติหรือทำงานในต่างประเทศมากขึ้น แต่ท้ายที่สุดเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะควบคุมได้ ส่วนเรื่องนักศึกษาต่างชาติก็จะเปิดให้เข้ามาเรียนด้วย แต่กำหนดสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้แย่งที่นั่งนักศึกษาไทย
เรื่องที่ 3 คือการจัดอันดับโรงเรียนแพทย์ในไทย ซึ่งจะช่วยให้โรงเรียนแพทย์ไทยเป็นที่ยอมรับมากขึ้น สามารถทราบได้ว่าแต่ละแห่งมีความพร้อมด้านเครื่องมือและบุคลากรมากเพียงใด และเมื่อต่างชาติอยากเข้ามาเรียนในไทย หรือไทยออกไปทำงานในต่างชาติก็ใช้อ้างอิงถึงกันได้หมด นอกจากนี้จะช่วยกระตุ้นให้โรงเรียนแพทย์ไทยพัฒนาตัวเองเพื่อให้ได้อันดับที่ดี
เรื่องที่ 4 คือการปรับปรุงหลักสูตรและการสอบ ต่อจากนี้การสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 3 ส่วน ส่วนที่ 1 และ 2 อาจปรับเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด จากเดิมที่มี 2 ภาษาคละกัน แต่ยังคงส่วนที่ 3 ที่เป็นการสื่อสารให้สอบเป็นภาษาไทย
เรื่องที่ 5 คือการพัฒนาระบบการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล ถือเป็นเรื่องสำคัญกว่าจำนวนแพทย์ เพราะการส่งต่อผู้ป่วยในขณะนี้ยังขาดประสิทธิภาพ ต่อไปจะต้องมีการบริหารจัดการผู้ป่วยที่ดี เพื่อไม่ให้งานไปหนักอยู่ที่โรงพยาบาลส่วนกลาง
สมศักดิ์ มองว่า ทั้ง 5 เรื่องคือภารกิจของแพทยสภาที่จะต้องทำให้สำเร็จ สู่เป้าหมายเมดิคัลฮับ และรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อย่างไรก็ตาม เขาไม่หนักใจเลยกับการเตรียมตัวก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558
“ไทยเราโชคดีที่ประกาศเป็นศูนย์กลาง 3 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ ด้านการท่องเที่ยว และด้านโลจิสติกส์ ทั้ง 3 ด้าน ต่างช่วยเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อมีการพัฒนาการคมนาคมขนส่ง การเดินทางเข้ามารักษาก็ไม่ลำบาก คนมารักษาต้องพักโรงแรม ท่องเที่ยวก็ดี ปัจจัยอื่นๆ ดี เหลือแค่เตรียมเรื่องที่บอกไปเท่านั้นเอง” สมศักดิ์บอกทิ้งท้าย







