posttoday
ชี้จุดอ่อนประเทศไทย

ชี้จุดอ่อนประเทศไทย

05 กุมภาพันธ์ 2556

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

คนไทยที่มีโอกาสได้แสดงบทบาทในเวทีอาเซียนมากที่สุดคนหนึ่งคือ “ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ” ที่อำลาตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนไปเมื่อเร็วๆ นี้

ในฐานะที่ทำงานคลุกคลีกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนมาหลายปี ทำให้ ดร.สุรินทร์ สามารถมองภาพรวมของอาเซียน ตลอดจนจุดแข็งและจุดอ่อนของไทยในเวทีระหว่างประเทศได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

จากประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน 5 ปี ต้องทำงานกับนายกรัฐมนตรีของไทย 5 คน ดร.สุรินทร์ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า เป็น 5 ปีที่ค่อนข้างจะมีความกดดันสูง ไทยเป็นประเทศที่สร้างปัญหามากที่สุด เพราะการดำเนินงานในประเทศไม่มีความต่อเนื่อง ไม่สามารถมีมติในเรื่องอะไรได้ทันทีและชัดเจน

“สิ่งที่ประเทศไทยขาดมากที่สุดคือ การมีเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ขณะที่ปัญหาทางการเมืองเป็นตัวบั่นทอนการพัฒนา นำไปสู่นโยบายที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่ตรงประเด็น”

ส่วนระบบการศึกษาของไทยก็ขาดความพร้อม เพราะนโยบายไม่ต่อเนื่อง ไม่มีการพัฒนา ไม่ได้ปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ทั้งๆ ที่เรื่องการศึกษา สังคม วัฒนธรรม ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน เนื่องจากจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากรเพื่ออนาคต

ท่ามกลางจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข ดร.สุรินทร์ ชี้ถึงจุดแข็งของอุตสาหกรรมไทยในหลากหลายด้าน ทั้งอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และการเกษตรที่แข็งแกร่ง ไม่มีใครสู้ได้

แต่ก็เตือนว่าการรักษาความเข้มแข็งให้ได้นั้นก็เป็นเรื่องยาก เพราะแต่ละประเทศก็เร่งพัฒนาตามกันมา เห็นได้ชัดจากอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยที่เป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุด มีการผลิตที่ทันสมัยที่สุด ต้นทุนการผลิตถูกที่สุด แต่ขณะนี้อินโดนีเซียเริ่มแซงขึ้นมาในฐานะที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุด จึงไม่แปลกหากนักลงทุนจะขยายการลงทุนจากไทยไปอินโดนีเซียมากขึ้น

ส่วนอีกหนึ่งจุดแข็งของไทยอย่างเช่น การท่องเที่ยว ไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตลอด ตั้งเป้าว่าภายในปี 2558 จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากถึง 22 ล้านคน แต่ก็ต้องตั้งคำถามเหมือนกันว่า ไทยจะสามารถรักษาเอกลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวไว้ได้หรือไม่

จากในอดีตไทยมักจะคาดหวังว่านักท่องเที่ยวเดินทางมา 7 วัน ต้องอยู่เมืองไทยทั้ง 7 วัน แต่ในมุมของอาเซียนจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันนักท่องเที่ยวกัน

“หากมองในมุมของสถานที่ท่องเที่ยวของไทยค่อนข้างจะมีความน่าสนใจลดลง สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ มีน้อย ต่างจากหลายประเทศในอาเซียนที่พยายามพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์”

สำหรับภาคการเมืองที่สั่นคลอนไทยมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดร.สุรินทร์ เห็นว่าต้องหาจุดลงเอยให้ได้ สิ่งใดที่นำพาไปสู่ความขัดแย้งก็ไม่ควรทำ และเริ่มทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อประเทศ เพราะทุกประเทศในภูมิภาคไม่มีการนั่งรอ ส่วนระบบราชการที่เคยเป็นที่พึ่งของประชาชน ปัจจุบันชาวบ้านยังไม่มั่นใจว่าจะพึ่งพาราชการได้ และระบบราชการได้กลายเป็นภาพสะท้อนปัญหาใหญ่ของประเทศไปแล้ว

นอกจากนี้ ไทยต้องเพิ่มความโปร่งใส ลดการคอร์รัปชันเพื่อดึงดูดการลงทุน นักลงทุนที่เข้ามาต้องจ่ายในสิ่งที่ไม่ควรจ่าย ซึ่งเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไทยจะต้องลบภาพความไม่โปร่งใสออกไป เพื่อทำให้นักลงทุนไม่ลังเลที่จะเข้ามาลงทุนในเมืองไทย

ท่ามกลางกระแสประชาคมอาเซียน ดร.สุรินทร์ ตบท้ายว่า “คนไทยตื่นตัวในเรื่องอาเซียนอย่างกว้างขวางพอสมควร แต่ตื่นตระหนกมากกว่าตื่นตัวอย่างมีสติ ซึ่งทุกหน่วยงานราชการล้วนแต่มีงบเรื่องอาเซียน แต่อาเซียนเป็นอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น จึงต้องเร่งสร้างความพร้อมเพื่อให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน”

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน