
3 จุดแข็งสร้างจุดขาย ไทยขึ้นแท่นฮับการศึกษาภูมิภาค
“เรามีคุณภาพมาตรฐานสากล มีหลักสูตรหลากหลาย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมรองรับอย่างที่หลายประเทศไม่มี”
“เรามีคุณภาพมาตรฐานสากล มีหลักสูตรหลากหลาย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมรองรับอย่างที่หลายประเทศไม่มี”
นี่คือ “3 จุดแข็ง” และ “3 จุดขาย” ของสถาบันอุดมศึกษาไทย ที่ อาภรณ์ แก่นวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ต่างชาติจะใช้ตัดสินใจเลือกสถาบันอุดมศึกษาของไทยเป็นสถานศึกษาต่อของตน และเป็นจุดแข็งสำคัญที่จะมีส่วนช่วยให้ไทยกลายเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียน”
เริ่มจาก คุณภาพมาตรฐานสากล ที่สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของไทยหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ต่างเปิดสอนหลักสูตรต่างๆ มาอย่างยาวนาน จนได้รับการยอมรับในระดับสากลมานานแล้ว เช่นเดียวกับ หลักสูตรที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความต้องการ ต่างจากบางประเทศที่มีความพร้อมด้านเงินทุนและเทคโนโลยีแต่มีหลักสูตรให้เลือกไม่มาก
สุดท้ายคือ สิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมรองรับ ตั้งแต่หอพัก สวัสดิการอื่นๆ สำหรับนักศึกษา ถือว่าไทยมีพร้อมกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
แต่ท่ามกลางช่วงก่อนรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ของไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่า กำลังเผชิญคู่แข่งรายใหญ่อย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่ออกมาประกาศเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียนเช่นเดียวกัน
อาภรณ์ ยอมรับว่า 3 จุดแข็งที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการแข่งขันเพื่อขึ้นแท่นเป็นศูนย์กลางการศึกษาอาเซียน โดยอุปสรรคหลักของการก้าวสู่ศูนย์กลางการศึกษาอาเซียนของไทย เริ่มต้นตั้งแต่ “งบประมาณ” เพราะการจะให้นักศึกษาอาเซียนเข้ามาเรียนในไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนได้ในช่วงแรกอาจต้องพึ่งพาการให้ทุนการศึกษาแก่ชาติต่างๆ เพื่อดึงดูดให้นักศึกษาเข้ามารู้จักสถาบันอุดมศึกษาของไทย และนำคุณภาพที่ได้รับกลับไปบอกต่อ เป็นการสร้างชื่อเสียงให้ไทยไปในตัว
“วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ออสเตรเลียเคยใช้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น จนทำให้สถาบันอุดมศึกษาของออสเตรเลียหลายแห่งมีชื่อเสียง ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งของออสเตรเลียติดตลาด มีนักศึกษาจากต่างประเทศไปเรียนจำนวนมาก จึงปรับกลยุทธ์ลดจำนวนการให้ทุนการศึกษาลง”
แต่ด้วยปัญหาเรื่องงบประมาณ ทำให้การจัดสรรงบประมาณด้านทุนการศึกษาของไทย เพียงพอแค่ให้ทุนนักศึกษาไทยไปเรียนต่างประเทศ ไม่มีทุนให้นักศึกษาต่างประเทศมาเรียนในไทย การจะให้นักศึกษาอาเซียนมีโอกาสเข้ามารู้จักไทย จึงทำได้แค่“รอ” แต่ละประเทศมีทุนส่งนักศึกษามาเรียนในไทย หรือมีผู้สนใจเรียนด้วยทุนส่วนตัวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จำนวนนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนในไทย ไม่ใช่เพียงตัวชี้วัดเดียวในการบอกว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางการศึกษาอาเซียน การเป็นศูนย์กลางยังหมายถึงการมีกิจกรรมให้เข้ามาทำ ตั้งแต่อบรมระยะสั้น ประชุมสัมมนาเชิงวิชาการและวิจัย กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้มีองค์ความรู้มหาศาลไหลเข้าสู่ประเทศไทย และกลายเป็นศูนย์กลางได้ในที่สุด
เพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว อาภรณ์ บอกว่า ไทยมีเรื่องที่ต้อง “เร่งทำ” และ “ทยอยทำ” โดยเรื่องที่ต้องเร่งทำ ได้แก่ 1.พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งระบบ ตั้งแต่นักเรียน อาจารย์ จนถึงบุคลากรสนับสนุนการศึกษา 2.พัฒนาหลักสูตรนานาชาติให้ได้มาตรฐานสากล ขณะที่เรื่องที่ต้องทยอยทำ ได้แก่ 1.บริหารจัดการการศึกษานานาชาติ 2.ลดกฎระเบียบการเข้าออกของนักศึกษาและอาจารย์ต่างชาติ
และ 3.ประชาสัมพันธ์สถาบันอุดมศึกษาของไทยให้เป็นที่รู้จัก
อาภรณ์ ย้ำว่าทั้งหมดนี้ยังเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านงบประมาณ







