
การปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง
เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมกำลังประสบปัญหาในด้านการดำเนินธุรกิจที่ประดังกันเข้ามาในหลายมิติ ทั้งด้านการส่งออกที่ชะลอตัวลง รวมทั้งผลกระทบที่เกิดจากการปรับค่าจ้างที่สูงขึ้น แต่ต้องยอมรับความจริงว่า อย่างไรเสียประเทศไทยคงกลับไปสู่ค่าจ้างในอัตราเดิมไม่ได้แล้ว
เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมกำลังประสบปัญหาในด้านการดำเนินธุรกิจที่ประดังกันเข้ามาในหลายมิติ ทั้งด้านการส่งออกที่ชะลอตัวลง รวมทั้งผลกระทบที่เกิดจากการปรับค่าจ้างที่สูงขึ้น แต่ต้องยอมรับความจริงว่า อย่างไรเสียประเทศไทยคงกลับไปสู่ค่าจ้างในอัตราเดิมไม่ได้แล้ว
ในสภาวการณ์เปลี่ยนผ่านภายใต้การเปลี่ยนแปลง จากนี้แรงงานจะยกระดับจากทรัพยากรมนุษย์ไปสู่การเป็นทุนมนุษย์ หรือ Human Capital หมายถึงว่า นับวันแรงงานของประเทศไทยจะเป็นสิ่งที่หายาก ถึงอย่างไรก็คงหลีกเลี่ยงอัตราค่าจ้างที่สูงขึ้นไม่ได้ ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในการเข้าสู่สถานะแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
คำว่า ทุนมนุษย์ คือต้องมองว่าคนงานไม่ใช่เพียงเป็นแค่คนใช้แรงงาน แต่ต้องถือเป็นทุนชนิดหนึ่งของการประกอบธุรกิจซึ่งจะต้องมีความกล้าที่จะต้องลงทุนด้วยค่าจ้างที่สูง และต้องดูแลให้ความเป็นอยู่ที่ดี ทั้งในสถานประกอบการและคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้ได้การทำงานที่มีประสิทธิภาพเหมือนกับการลงทุนซื้อเครื่องจักรราคาแพงๆ
ประเทศไทยเป็นประเทศซึ่งมีการว่างงานต่ำมาก แรงงานจากนี้ไปจะหายากในทุกระดับ และแน่นอนว่าค่าจ้างก็ต้องปรับตัวสูงขึ้นไปอีก การปรับค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศครั้งนี้ คงเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่าง เพราะพรรคการเมืองต่างๆ จากนี้ไปคงใช้เป็นนโยบายหาเสียง
ดังนั้น การปรับตัวครั้งใหญ่คือทำอย่างไรจะลดจำนวนแรงงาน แต่ได้ผลิตผลในการผลิต หรือ Productivity มากขึ้น และหรือตรึงไว้ในอัตราปัจจุบัน แต่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตได้มากกว่าเดิม ซึ่งจำเป็นที่ภาคอุตสาหกรรมจะต้องปรับให้มีการใช้เทคโนโลยี คำว่าเทคโนโลยีคงไม่ได้หมายถึงการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้เพียงอย่างเดียว
แต่ยังหมายถึงการนำเครื่องทุ่นแรงมาใช้แทนแรงงานซึ่งมีราคาค่าจ้างที่สูงและหายาก การปรับเปลี่ยนนำระบบคุณภาพ การจัดการที่ดี การมีนวัตกรรมของตนเอง รวมถึงการมีแผนธุรกิจที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำระบบคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานในสถานประกอบการมาใช้ควบคู่กับการมีระบบคุณภาพในด้านตัวสินค้า เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการและ SMEs จะต้องนำเข้ามาผสมผสานกับการผลิตและการตลาดสมัยใหม่ ซึ่งมีการแข่งขันกันในระดับข้ามชาติ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดตลาดเป็นตลาดเดียวภายใต้ “AEC Single Market”
นอกจากนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ SMEs ไปสู่โซ่อุปทานการผลิตของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ภายใต้การเปิดเสรีทั้งด้านตลาดและการผลิตของ AEC จำเป็นที่จะต้องยกระดับให้สามารถเป็นเครือข่ายของอุตสาหกรรมทั้งระดับภูมิภาค และในระดับที่เป็น “Global Supply Chain”
การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในต่างจังหวัดจะต้องเชื่อมโยงทั้งในระดับของ AEC และในระดับภูมิภาค ที่ผ่านมาการพัฒนาแบบแยกส่วน ขาดความต่อเนื่อง และการที่ภาค SMEs ไม่ได้วางแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมของตนเองอย่างเป็นระบบ จากนี้ไปนอกเหนือจากปัจจัยต้นทุนต่างๆ ที่จะสูงขึ้น แต่ราคาสินค้าอาจขยับตัวได้ไม่มากนัก อันเนื่องมาจากการแข่งขันที่จะรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม มวลชนรอบโรงงาน ผังเมืองที่ไม่เป็นใจต่อการประกอบอุตสาหกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industries) ซึ่งถือเป็นแนวโน้มของโลกและถือเป็นต้นทุนของการประกอบอุตสาหกรรม
จากที่กล่าวข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่าไม่ใช่แค่ต้นทุนด้านค่าจ้างแรงงานที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ แต่ยังมีปัญหาอุปสรรคอีกมากมายที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญต่อไป ในเรื่องเกี่ยวกับค่าจ้างที่สูง โดยเฉพาะ SMEs และผู้ประกอบการในต่างจังหวัด แต่การที่จะทำให้อุตสาหกรรมดำรงอยู่อย่างยั่งยืน ก็จะต้องมีความพยายามผ่านช่วงรอยต่อตรงนี้ไปให้ได้
การรวมตัวของผู้ประกอบการและยกระดับไปสู่การเป็นโซ่อุปทานการผลิตร่วมกัน และใช้ประโยชน์จากการมีความสัมพันธ์ที่ดี สามารถใช้เป็นกลไกในการต่อรองทั้งด้านการซื้อและรวมกันขาย ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทุนและช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความท้าทายครั้งนี้ได้...







